หน้าแรก > ยอดเชฟแห่งต้าหมิง: เปิดฉากมาก็พิชิตแม่นางสวีเมี่ยวอวิ๋น
บทที่ 97 ความเหยียดหยามจากสุดยอดหลานอวี้

spoilsoc.com

spoilsoc.com

spoilsoc.com

spoilsoc.com

spoilsoc.com

spoilsoc.com

spoilsoc.com

spoilsoc.com

*ตั้งค่าถาวร (คลิกตั้งค่าถาวร)

บทที่ 97 ความเหยียดหยามจากสุดยอดหลานอวี้

 

หากจะจัดอันดับขุนพลผู้เก่งกาจและทรงพลังที่สุดในประวัติศาสตร์ราชวงศ์ต้าหมิง สวีต๋าย่อมสามารถติดหนึ่งในสามอันดับแรกได้อย่างแน่นอน

ต่อให้นำไปจัดอันดับกับขุนพลจากทุกยุคทุกสมัย สวีต๋าก็ต้องมีชื่อติดอยู่ในทำเนียบอย่างไม่ต้องสงสัย

ตอนนี้ราชวงศ์ต้าหมิงเพิ่งจะก่อตั้งมาได้ไม่กี่ปี ทางฝั่งเป่ยหยวนยังคงมีขุมกำลังหลงเหลืออยู่บ้าง

ทั้งสองฝ่ายยังคงทำศึกสงครามกันที่ดินแดนทางเหนืออยู่บ่อยครั้ง

 

ทุกครั้งที่มีศึกใหญ่ ขุนพลคนแรกที่ราชสำนักจะนึกถึง ก็ยังคงเป็นสวีต๋าอยู่ดี

แน่นอนว่า ตอนนี้สวีต๋าอายุมากแล้ว จูหยวนจางจึงไม่ค่อยอยากจะให้สหายเก่าผู้นี้ต้องออกไปตกระกำลำบากกรำศึกอีก

 

ทว่าสำหรับการฝึกฝนและจัดระเบียบกองทัพตามปกติ สวีต๋าก็ยังคงต้องรับหน้าที่สำคัญนี้อยู่

นี่อย่างไรล่ะ ช่วงนี้สวีต๋าเอาแต่ขลุกตัวอยู่ที่ค่ายทหารบริเวณชานเมืองฝั่งตะวันออกของนครหนานจิง ไม่ได้กลับเข้าเมืองมาครึ่งเดือนแล้ว

พูดกันตามตรง ในช่วงต้นของการก่อตั้งราชวงศ์ต้าหมิง อาหารการกินในกองทัพยังนับว่าไม่ดีนัก

ช่วงวัยหนุ่ม สวีต๋าออกรบทำศึกมาตลอดทาง เคยชินกับความยากลำบาก ดังนั้นจึงไม่รู้สึกว่ามีของที่กินไม่ได้ ไม่ว่าอาหารจะแย่แค่ไหนก็ทนได้ทั้งสิ้น

แต่ช่วงนี้กลับทนไม่ไหวแล้ว

อาหารพวกนั้นในกองทัพ สวีต๋ากินไม่ลงเลยจริงๆ

 

หากจะพูดแบบไม่เกินจริงเลยก็คือ ตอนนี้สวีต๋าแค่ซดน้ำแกงผักสักคำก็ยังติดฟันเลย

สวีต๋าก็พยายามขบคิดอยู่ว่าเพราะเหตุใด

ในที่สุดก็คิดตก

นับตั้งแต่ได้กินอาหารของหอเลิศรสขจรขจาย ความอยากอาหารก็ไม่สามารถกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้อีกเลย

สวีต๋ากัดฟันทนมาครึ่งเดือน ตอนนี้ในที่สุดก็ทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว จำเป็นต้องกินของดีๆ สักมื้อ เพื่อปรับปรุงอาหารการกินเสียหน่อย

ทว่าเขาจะแอบกินของอร่อยอยู่คนเดียวก็คงไม่ได้

 

ในกองทัพไม่มีความลับ หากมีคนเห็นเข้าแล้วนำไปพูดนินทาว่าร้าย ก็คงไม่เป็นผลดีนัก

สวีต๋าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็รู้สึกว่าจัดการได้ไม่ยาก เช่นนั้นก็เชิญบรรดาแม่ทัพนายกองในกองทัพมากินมื้อใหญ่ด้วยกันเสียเลยก็สิ้นเรื่อง

ด้วยเหตุนี้ สวีต๋าจึงส่งทหารองครักษ์คนสนิทกลับเข้าไปในนครหนานจิงเพื่อสั่งอาหาร

สวีต๋ากำชับทหารองครักษ์ผู้นั้นเป็นพิเศษ ว่าให้เข้าไปในเมืองแล้วมองหาคนที่สวมเสื้อกั๊กสีน้ำเงิน จากนั้นก็นำกระดาษที่เขียนเตรียมไว้ล่วงหน้าส่งให้อีกฝ่ายก็พอแล้ว

 

สวีต๋าไม่เคยคิดเผื่อไว้เลยว่า พนักงานส่งอาหารจะยอมมาส่งที่นอกนครหนานจิงหรือไม่

ทหารองครักษ์คนสนิทผู้นั้นเดินทางมาถึงนครหนานจิง ก็สามารถหาเสื้อกั๊กสีน้ำเงินพบอย่างราบรื่นรวดเร็ว เขายื่นกระดาษแผ่นนั้นให้ และยังมอบเงินให้อีกจำนวนหนึ่งด้วย

ใครจะรู้ว่าทหารองครักษ์คนสนิทผู้นั้นยังไม่ได้บอกสถานที่ให้ชัดเจนว่าจะให้ไปส่งที่ใด พนักงานส่งอาหารก็นำกระดาษแผ่นนั้นไปส่งที่หอเลิศรสเสียแล้ว

ทว่านี่ก็ไม่นับว่าเป็นความผิดพลาดร้ายแรงอันใด อย่างน้อยที่สุดท้ายแล้วมันก็ตกไปอยู่ในมือของเฉินหยาง

 

เวลานี้ เว่ยกั๋วกงสวีต๋ากำลังปรึกษาหารือเรื่องราวกับบรรดาแม่ทัพนายกองของค่ายซ้าย

เมื่อพูดคุยเรื่องงานกันจนเกือบจะเสร็จสิ้นแล้ว สวีต๋าก็เริ่มพูดคุยเรื่องสัพเพเหระในครอบครัวกับคนเหล่านี้

 

ณ ที่แห่งนี้ นอกเหนือจากสวีต๋าที่มีตำแหน่งสูงสุดแล้ว ก็ยังมีขุนพลอีกผู้หนึ่งที่มีบารมีและความน่าเกรงขามสูงมากเช่นกัน นั่นก็คือ หลานอวี้

พี่ชายหลานอวี้ผู้นี้ไม่ใช่คนธรรมดาเลยทีเดียว

การนำทัพจับศึกนั้น เลื่องชื่อลือนามในเรื่องความกล้าหาญชาญชัย

เขานับว่าเป็นขุนพลที่ทรงพลังที่สุดที่ปรากฏตัวขึ้นในรัชศกหงอู่

 

ในยุคหลัง กระทั่งมีคนขนานนามหลานอวี้ว่าเป็น "สุดยอดหลานอวี้" จะเห็นได้ว่าเขามีความกล้าหาญและเก่งกาจในการทำศึกมากเพียงใด

เพียงแต่หลานอวี้ผู้นี้ นอกจากเรื่องทำศึกแล้ว ก็เป็นบุคคลที่มีปัญหามากมายเช่นกัน

ความโหดเหี้ยมอำมหิตของเจ้านี่นั้นไม่ธรรมดาเลย การเข่นฆ่าเชลยศึก การข่มเหงรังแกสตรี ล้วนเป็นเรื่องปกติที่เขาทำเป็นประจำ การกระทำของเขากระทั่งคนฝั่งเดียวกันก็อาจจะทนดูไม่ได้

ถึงขั้นมีข่าวลือว่าหลานอวี้มักจะควักหัวใจคนออกมากิน กินเนื้อมนุษย์ ราวกับเป็นผู้ที่ปราศจากความเป็นมนุษย์ก็มิปาน หลานอวี้มีความสามารถสูง จึงย่อมไม่ยอมก้มหัวให้ผู้ใดเป็นธรรมดา

 

เพียงแต่ดีต่อสวีต๋าขึ้นมาหน่อย

ถึงอย่างไรสวีต๋าก็มีตำแหน่งเป็นผู้บังคับบัญชาในนาม อีกทั้งยังมีบรรดาศักดิ์สูงส่งเป็นถึงเว่ยกั๋วกง ย่อมต้องให้ความเคารพเกรงใจอยู่หลายส่วน

สำหรับคนอื่นๆ แล้ว หลานอวี้ไม่เคยไว้หน้าผู้ใดเลย ไม่มีผู้ใดสามารถกดข่มเขาได้

 

เวลานี้ สวีต๋าเอ่ยขึ้นว่า "ทุกท่าน ข้าได้ส่งคนเข้าไปสั่งอาหารในนครหนานจิงแล้ว รอให้พวกเขานำมาส่ง พวกเรามากินดื่มกันให้เต็มที่ไปเลย ดีหรือไม่?"

ทุกคนพอได้ฟัง ก็พากันหัวเราะร่าออกมา

ทุกคนล้วนเป็นชายชาตรีผู้หยาบกระด้าง ในกองทัพก็ทำตัวตามสบาย การได้ดื่มสุรากินเนื้อด้วยกัน ย่อมถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่สุดในชีวิตอย่างแน่นอน

 

"เช่นนั้นก็ยอดเยี่ยมไปเลยสิขอรับ! ถึงเวลานั้นพวกเราต้องดื่มกันให้มากหน่อยนะขอรับ!"

"แค่ไม่กี่จอกรึ? แบบนั้นจะไปพออะไรเล่า? ต้องดื่มกันเป็นชามๆ ถึงจะถูก!"

"ใช่ๆๆ! ถึงเวลานั้นถ้าไม่เมาไม่เลิกรา!"

เว่ยกั๋วกงโบกมือปัด "เรื่องกินก็ส่วนเรื่องกิน เรื่องดื่มก็ส่วนเรื่องดื่ม ทว่าพวกเราอย่าให้เสียการทหารก็แล้วกัน"

ทุกคนต่างก็พากันขานรับ

 

สวีต๋ามีความเคร่งครัดต่อตนเองเป็นอย่างมาก การปกครองกองทัพก็เข้มงวดกวดขันเป็นอย่างยิ่ง ตกรางวัลและลงโทษอย่างชัดเจน จุดนี้ทุกคนล้วนประจักษ์แก่สายตา และมีความเคารพเลื่อมใสเป็นอย่างมาก

 

จังหวะนั้นเอง หลานอวี้ก็ปรายตามองสวีต๋าแวบหนึ่ง แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ว่า "ไม่ทราบว่าเว่ยกั๋วกงสั่งอาหารจานใดมาหรือขอรับ?"

 

สวีต๋าคลี่ยิ้มบางๆ "ย่อมต้องเป็นอาหารชั้นเลิศอย่างแน่นอน"

หลานอวี้พยักหน้ารับ "เช่นนั้นก็ต้องขอบคุณเว่ยกั๋วกงมากขอรับ"

สวีต๋าโบกมือปัด "ขอบคุณอันใดกัน พวกเราเหน็ดเหนื่อยกันมาตั้งครึ่งเดือน สมควรจะปรับปรุงอาหารการกินสักหน่อยจริงๆ นั่นแหละ"

 

อันที่จริงภายในใจของหลานอวี้กลับรู้สึกไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง

ของที่สวีต๋าชอบกิน เขาหลานอวี้ย่อมมองไม่เห็นอยู่ในสายตาอย่างแน่นอน

ไม่ต้องถามก็รู้ว่า อาหารที่สวีต๋าสั่งมา จะต้องหนีไม่พ้นห่านตุ๋นเป็นแน่

ของพรรณนั้นมันเลี่ยนเกินไป หากทำไม่ดีเนื้อห่านก็จะเหนียวและแข็งมาก หลานอวี้กินไม่คุ้นชินหรอก

 

เขาชอบกินของที่ประณีตงดงามมากกว่า

ยกตัวอย่างเช่น พระกระโดดกำแพง หมูสามชั้นนึ่ง ปลาเปรี้ยวหวานซีหู อะไรเทือกนั้น

อีกทั้งร้านอาหารที่ทำอาหารอร่อยจริงๆ จะสามารถนำอาหารมาส่งที่ค่ายทหารนอกนครหนานจิงได้อย่างไร?

 

เอาเป็นว่า หลานอวี้อยากกินของอร่อยๆ จริงๆ นั่นแหละ ทว่าก็ไม่ได้คาดหวังกับการที่เว่ยกั๋วกงสวีต๋าเป็นเจ้าภาพในครั้งนี้เท่าใดนัก

หลานอวี้ก็ไม่อยากจะทำลายบรรยากาศอันดีของสวีต๋า ถึงเวลานั้นก็ดื่มสุราให้มากหน่อยก็แล้วกัน

จังหวะนั้นเอง ทหารองครักษ์คนหนึ่งก็เดินเข้ามา

 

"รายงาน มีคนมาถึงหน้าประตูค่ายทหาร ขอเข้าพบเว่ยกั๋วกงขอรับ!"

สวีต๋ามีสีหน้าเบิกบานใจ เอ่ยว่า "สมควรจะเป็นของที่ข้าสั่งมาส่งแล้วล่ะ"

พูดไปพลาง สวีต๋าก็เดินออกจากกระโจมที่พัก มุ่งหน้าไปยังประตูค่ายทหาร

มองเห็นเพียงรถม้าคันหนึ่งจอดอยู่ที่นั่น

ข้างๆ รถม้ามีคนยืนอยู่สองคน

 

สวีต๋าจำได้ทันที หนึ่งในนั้นก็คือเถ้าแก่เฉิน เฉินหยางนั่นเอง

สวีต๋าพอเห็นเฉินหยางก็ดีใจเป็นอย่างมาก หัวเราะร่าออกมาอย่างมีความสุข

เฉินหยางก็ทำความเคารพอย่างนอบน้อมเช่นกัน

 

"เถ้าแก่เฉิน ของที่ข้าสั่ง เจ้านำมาด้วยหรือไม่?"

เฉินหยางส่ายหน้า "ไม่ได้นำมาด้วยขอรับ"

สวีต๋าถึงกับชะงักงันไป "ไม่ได้นำมาด้วยรึ?"

 

เฉินหยางหัวเราะพลางเอ่ย "เว่ยกั๋วกง หากนำของที่ท่านสั่งส่งมาถึงที่นี่ มันก็จะเย็นชืดไปเสียก่อน ของที่เย็นชืดแล้วนำไปอุ่นใหม่มันจะไม่อร่อยนะขอรับ"

สวีต๋าพอได้ฟัง ก็รู้สึกว่ามีเหตุผลอยู่บ้าง เป็นเขาเองที่คิดไม่รอบคอบ

 

"เช่นนั้น... เช่นนั้นจะทำอย่างไรดี?"

"เว่ยกั๋วกง ดังนั้นผู้น้อยจึงนำวัตถุดิบมาด้วย ไม่ทราบว่าจะขออนุญาตยืมใช้ห้องครัวในค่ายทหารของท่านสักหน่อยได้หรือไม่ขอรับ?"

 

สวีต๋าพอได้ฟัง ก็เข้าใจความหมายของเฉินหยางในทันที

นี่คิดจะทำอาหารกันสดๆ ที่นี่เลยสินะ!

"ดีสิ เช่นนั้นย่อมไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน"

ผ่านไปชั่วครู่ เฉินหยางก็มาถึงห้องครัวแห่งหนึ่งภายในค่ายทหาร

 

ห้องครัวแห่งนี้จัดว่าเป็นห้องครัวขนาดเล็กในค่ายทหาร ทว่ากลับมีอุปกรณ์ครบครันและได้มาตรฐานสูงสุด มีไว้สำหรับทำอาหารให้บรรดาแม่ทัพนายกองโดยเฉพาะ

ส่วนทหารระดับทั่วไป จะใช้ห้องครัวขนาดใหญ่อีกแห่งหนึ่ง

เฉินหยางถกแขนเสื้อขึ้น สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เตรียมพร้อมที่จะลงมืออย่างเต็มที่แล้ว

Copyright © 2019 spoilsoc.com All rights reserved.