spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
| *ตั้งค่าถาวร (คลิกตั้งค่าถาวร) |
บทที่ 94 จัดการอาจารย์ผู้จู้จี้จุกจิกแทนพระชายาฉินอ๋อง
สวีเมี่ยวอวิ๋นเคยถามพระชายาฉินอ๋องมาแล้วจริงๆ
"อาจารย์ท่านนั้นมีนามว่า หวังซื่อหนิง"
เฉินหยางพอได้ยิน ก็รู้สึกว่าชื่อนี้ค่อนข้างคุ้นหูอยู่บ้าง มักจะรู้สึกว่าเคยได้ยินมาจากที่ใดสักแห่ง
เฉินหยางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยว่า "เรื่องนี้จัดการได้ง่ายดายมาก ทว่าการที่ข้าจะต้องไปจวนฉินอ๋องทุกวันอาจจะไม่ค่อยสะดวกเท่าใดนัก เช่นนั้นก็..."
"เช่นนั้นก็ให้จวนฉินอ๋องสั่งอาหารให้ไปส่งก็แล้วกัน"
เฉินหยางหัวเราะฮ่าๆ ออกมา "ข้าก็หมายความเช่นนี้แหละขอรับ อยากกินสิ่งใด ก็ให้พวกเขาไปหาพนักงานส่งอาหารเพื่อสั่งอาหารก็พอแล้ว ขอเพียงเป็นอาหารส่งถึงที่ของจวนฉินอ๋อง ข้าจะจัดการทำให้ก่อนเป็นอันดับแรกเลยขอรับ"
สวีเมี่ยวอวิ๋นพยักหน้ารับ
ต้องบอกเลยว่า ไอเดียเรื่องบริการส่งอาหารของเฉินหยางนั้นช่างยอดเยี่ยมจริงๆ
แม้อาจกล่าวได้ว่าจวนฉินอ๋องไม่ขาดแคลนคน หากอยากกินสิ่งใด ก็สามารถให้คนมาสั่งที่ร้านอาหารได้
ทว่าความรู้สึกก็ยังคงขาดอะไรไปอยู่บ้าง
การที่ให้อีกฝ่ายมารับอาหารเอง กับการที่ทางฝั่งนี้เป็นฝ่ายไปส่งให้ถึงที่นั้น ยังคงมีความแตกต่างกันอยู่ดี
"เถ้าแก่เฉิน ทว่าเจ้าต้องทำของออกมาก่อนสักหน่อยนะ เพื่อดูว่าท่านอาจารย์หวังผู้นั้นจะชอบหรือไม่"
"ไม่มีปัญหาขอรับ ข้าจะจัดการให้เดี๋ยวนี้เลย"
ก็แค่อาหารเจไม่ใช่หรือ
บังเอิญพอดี อาหารสองอย่างที่เขาเฉินหยางสามารถทำได้ในตอนนี้ ล้วนเป็นอาหารเจทั้งสิ้น
วันรุ่งขึ้น ณ จวนฉินอ๋อง โถงด้านหน้า
ฉินอ๋องจูส่วงกำลังตรัสกับพระชายาฉินอ๋องหวังเยว่หมิ่น
หวังเยว่หมิ่นตรัสว่า "จริงสิ วันนี้หม่อมฉันได้เชิญท่านอาจารย์หวังมาด้วย อีกประเดี๋ยวก็สมควรจะมาถึงแล้วเพคะ"
จูส่วงทรงชะงักไปเล็กน้อย "หวังซื่อหนิงรึ?"
หวังเยว่หมิ่นทรงพยักพระพักตร์รับ
จูส่วงทรงเผยพระสรวลขมขื่นออกมา "ท่านอาจารย์หวังผู้นี้ปรนนิบัติรับใช้ได้ยากยิ่งนัก"
หวังเยว่หมิ่นตรัสว่า "เดิมทีเมื่อวานหม่อมฉันตั้งใจจะไปหาพ่อครัวชื่อดังหลูซิงหวย แต่หลังจากนั้นก็ไม่ได้พบ ทว่ากลับได้พบกับบุตรีคนโตของจวนเว่ยกั๋วกงเข้าเพคะ"
"บุตรีคนโตของจวนเว่ยกั๋วกงรึ? สวีเมี่ยวอวิ๋น?"
"ใช่แล้วเพคะ นางรับปากว่าจะช่วยหาร้านอาหารดีๆ สักแห่ง ซึ่งทำอาหารเจได้อร่อยเป็นพิเศษให้เพคะ"
จูส่วงทรงดื่มน้ำชาไปอึกหนึ่ง "คงจะยากกระมัง ท่านอาจารย์หวังมีชื่อเสียงเลื่องลือเรื่องความจู้จี้จุกจิก อาหารเจทั่วไปคงไม่เข้าตาเขาหรอก"
"ลองดูไปก่อนเถอะเพคะ หากไม่ได้ผลก็ค่อยว่ากันอีกที พระองค์ยังไม่รู้จักสวีเมี่ยวอวิ๋นหรือเพคะ? นางทำงานได้รอบคอบรัดกุมมาก หากไม่มีความมั่นใจ ก็ย่อมไม่มีทางรับปากจัดการเรื่องนี้หรอกเพคะ"
"นั่นก็จริง นอกจากเว่ยกั๋วกงจะทำศึกเก่งแล้ว ก็ยังให้กำเนิดบุตรีที่ดีมาคนหนึ่งด้วย"
จูส่วงตรัสอีกว่า "ข้าล่ะไม่เข้าใจจริงๆ กินอาหารเจมันมีดีตรงที่ใด? ไม่หอมเลยสักนิด สุราและเนื้อสัตว์สิถึงจะเป็นของดี"
"จะตรัสเช่นนั้นก็ไม่ได้นะเพคะ การกินอาหารเจก็มีข้อดีของการกินอาหารเจ"
"ใช่ๆๆ ฮูหยินพูดถูกแล้ว"
ในบรรดาพระราชโอรสของจูหยวนจาง จูส่วงมีชื่อเสียงเลื่องลือว่าเป็นคนอัธยาศัยดีและไม่แก่งแย่งชิงดีกับผู้ใด
เขาปฏิบัติต่อพระชายาได้อย่างยอดเยี่ยมมาก จัดว่าเป็นบุรุษผู้รักครอบครัวประเภทหนึ่งเลยทีเดียว
หวังเยว่หมิ่นเป็นนายหญิงผู้ดูแลบ้านอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะทำสิ่งใดก็ล้วนสามารถทำได้ทั้งสิ้น
ผ่านไปชั่วครู่ ท่านอาจารย์หวังซื่อหนิงก็มาถึง
ความรู้ของหวังซื่อหนิงนั้นสูงส่งมาก อันที่จริงเขาก็ไม่ได้วางมาดใหญ่โตอันใด ทว่าบางครั้งก็มีอคติค่อนข้างรุนแรงไปบ้างจริงๆ
แค่เขากินแต่อาหารเจก็ช่างเถอะ ประเด็นสำคัญคือยังต้องทำออกมาให้อร่อยอีกด้วย
ครั้งก่อนตอนที่หวังซื่อหนิงมาเป็นแขกที่จวนฉินอ๋อง เพื่อปรึกษาหารือเรื่องการสอนหนังสือให้กับบุตรหลานของฉินอ๋อง ก็เป็นเพราะอาหารเจของจวนฉินอ๋องทำออกมาได้ไม่ดี หวังซื่อหนิงจึงไม่ได้ตอบตกลงในทันที
หวังเยว่หมิ่นยังไม่ยอมถอดใจ ครั้งนี้จึงได้เชิญเขามาอีก
ถึงอย่างไรที่นี่ก็คือจวนฉินอ๋อง ต่อให้หวังซื่อหนิงจะมีความรู้สูงส่งเพียงใด จะยโสโอหังแค่ไหน ก็ปฏิเสธได้ยาก
ทว่าหากอาหารยังคงไม่ถูกปาก หวังซื่อหนิงก็ต้องยืนกรานไม่ยอมมาเป็นอาจารย์อย่างแน่นอน
สองสามีภรรยาจูส่วงและหวังเยว่หมิ่น ย่อมต้องให้การต้อนรับด้วยความเคารพ และอยู่เป็นเพื่อนสนทนากับหวังซื่อหนิง หวังเยว่หมิ่นตรัสว่า "ท่านอาจารย์ วันนี้พวกเราจงใจเตรียมอาหารเจมาเป็นพิเศษ ได้ยินมาว่าอร่อยมากเป็นพิเศษเลยนะ"
หวังซื่อหนิงร้อง "อ้อ" ออกมาคำหนึ่ง "พระชายาฉินอ๋องทรงใส่พระทัยแล้ว"
หวังซื่อหนิงไม่คิดว่าจวนฉินอ๋องจะสามารถเตรียมอาหารเจที่ดูเป็นผู้เป็นคนออกมาได้หรอก
อาหารเจที่ดี หากไม่ได้อยู่ในวัด ก็ต้องอยู่ในอารามชี หรือไม่ก็ต้องเป็นอาหารเจที่เขาหวังซื่อหนิงทำเองเท่านั้น
อาหารเจจากสถานที่อื่นๆ เขาหวังซื่อหนิงกินไม่คุ้นชินจริงๆ
ช่างเถอะ อย่างไรก็ต้องไว้หน้าฉินอ๋องและพระชายาฉินอ๋องบ้าง อย่างน้อยก็ควรกินสักสองสามคำ
ส่วนเรื่องที่จะให้สอนหนังสือเด็กๆ ของฉินอ๋องนั้น ก็พับเก็บไปได้เลย
จังหวะนั้นเอง สาวใช้คนหนึ่งก็เดินเข้ามา และกระซิบกระซาบบางอย่างกับพระชายาฉินอ๋องหวังเยว่หมิ่น
หวังเยว่หมิ่นตรัสกับหวังซื่อหนิงว่า "ท่านอาจารย์ อาหารเตรียมเสร็จเรียบร้อยแล้ว พวกเรากินไปคุยไปดีหรือไม่เพคะ"
ผ่านไปชั่วครู่ ทั้งสามคนก็นั่งล้อมวงกันรอบโต๊ะปาเซียน (โต๊ะแปดเซียน)
บนโต๊ะมีกล่องอาหารไม้จัดวางอยู่หลายใบ ดูประณีตงดงามเป็นอย่างยิ่ง
อีกทั้งที่ด้านข้างของกล่องอาหาร ยังมีการสลักตัวอักษรเล็กๆ เอาไว้สองสามตัว หอเลิศรสขจรขจาย
ก็คือร้านอาหารแห่งนี้นี่เองที่เป็นคนทำอาหารเหล่านี้
หวังเยว่หมิ่นก็เพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรกเช่นกัน ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น ลำพังแค่กล่องอาหารนี้ก็ทำให้ผู้คนรู้สึกประทับใจเมื่อแรกเห็นได้ไม่เลวแล้ว
ทว่าประเด็นสำคัญก็ยังคงต้องดูที่รสชาติ หากหวังซื่อหนิงไม่พอใจ ก็สูญเปล่าอยู่ดี
จูส่วงไม่ได้รู้สึกสนใจเท่าใดนัก เขาเป็นสัตว์กินเนื้อขนานแท้ หากไม่มีความจำเป็น ก็ย่อมไม่มีทางกินอาหารเจอย่างเด็ดขาด
หวังซื่อหนิงย่อมไม่ได้คาดหวังอันใดเช่นกัน ในสายตาของเขา อาหารเจที่ร้านอาหารใดๆ ทำ ก็ล้วนไม่อร่อยเท่าที่เขาทำเองทั้งสิ้น กระทั่งสามารถกล่าวได้ว่ากลืนไม่ลงเลยทีเดียว
แต่จะว่าไปแล้ว หวังซื่อหนิงก็ได้กลิ่นหอมของอาหารจางๆ
ก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอุปาทานไปเองหรือไม่ กลิ่นเปรี้ยวๆ หวานๆ ช่างหอมน่าดมยิ่งนัก
หวังเยว่หมิ่นทรงเปิดฝากล่องอาหารใบหนึ่งออกด้วยพระองค์เอง
กลิ่นหอมสายหนึ่งโชยมาปะทะใบหน้า ทำเอาทั้งสามคนแทบจะตกตะลึงไปเลยทีเดียว
แม่เจ้าโว้ย กลิ่นหอมนี้ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ
กระทั่งจูส่วงที่ไม่สนใจในอาหารเจเลยแม้แต่น้อย ก็ยังทรงชะเง้อพระศอมองดู
จูส่วงรู้สึกผิดหวังขึ้นมาในทันที
ผักกาดขาว นั่นมันก็คือผัดผักกาดขาว
ต่อให้หอมแค่ไหน มันจะอร่อยไปได้อย่างไร?
หวังเยว่หมิ่นก็ทรงประหลาดพระทัยเล็กน้อย ถึงจะบอกว่าเป็นอาหารเจ แต่นี่มันก็เจเกินไปหน่อยกระมัง
นี่มันจะอร่อยได้หรือ?
ทว่าหวังเยว่หมิ่นก็ยังคงตรัสว่า "นี่... ผัดผักกาดขาวนี่ดมดูแล้วก็พอใช้ได้นะ"
หวังซื่อหนิงกลับไม่ได้แสดงท่าทีใดๆ
หวังเยว่หมิ่นทรงเปิดฝากล่องอาหารอีกใบหนึ่งออก
ก็มีกลิ่นหอมอีกสายหนึ่งอบอวลออกมา
กลิ่นหอมนี้ดูเหมือนว่าจะหอมยิ่งกว่าเสียอีก
ทั้งสามคนมองเข้าไปด้านใน มีสีแดง สีเหลือง และยังมีน้ำผัดผักอยู่อีกเล็กน้อย ดูแล้วน่ากินไม่เบา
จูส่วงอดไม่ได้ที่จะตรัสถามขึ้น "สีเหลืองนี่คือไข่ไก่ผัดใช่หรือไม่? ทว่าไอ้สีแดงๆ นั่นคือสิ่งใดกัน?"
หวังเยว่หมิ่นก็ทรงงุนงงสับสนเช่นกัน
สาวใช้ที่อยู่ด้านข้างรีบเอ่ยทันที "เมื่อครู่นี้ลูกจ้างที่นำมาส่งบอกว่า ดูเหมือนจะเรียกว่า... มะเขือเทศผัดไข่เจ้าค่ะ"
ทั้งสามคนชะงักไปเล็กน้อย
"มะเขือเทศรึ? นั่นมันคือสิ่งใดกัน?"
"ไม่ทราบเหมือนกันเพคะ ทว่ามองดูแล้วก็พอใช้ได้ทีเดียว"
หวังเยว่หมิ่นได้สติกลับคืนมา "ท่านอาจารย์ ท่านรีบลองชิมดูสิ"
หวังซื่อหนิงร้อง "อ้อ" ออกมาคำหนึ่ง ใช้ตะเกียบคีบผักกาดขาวขึ้นมาหนึ่งชิ้น แล้วส่งเข้าปาก
จากนั้น ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
จูส่วงและหวังเยว่หมิ่นต่างก็ชะงักงันไป
นี่มันกำลังเล่นตลกอันใดกัน?
หรือว่ามันจะไม่อร่อยถึงขีดสุด? จนถึงขั้นกลืนไม่ลงเลยเชียวหรือ?
ทว่า กลับได้ยินหวังซื่อหนิงพึมพำออกมาว่า "นี่ นี่ รสชาตินี้... มันอร่อยเกินไปแล้ว..."