หน้าแรก > ยอดเชฟแห่งต้าหมิง: เปิดฉากมาก็พิชิตแม่นางสวีเมี่ยวอวิ๋น
บทที่ 87 ของสีแดงนั่นเรียกว่ามะเขือเทศ มาจากทวีปอเมริกาใต้

spoilsoc.com

spoilsoc.com

spoilsoc.com

spoilsoc.com

spoilsoc.com

spoilsoc.com

spoilsoc.com

spoilsoc.com

*ตั้งค่าถาวร (คลิกตั้งค่าถาวร)

บทที่ 87 ของสีแดงนั่นเรียกว่ามะเขือเทศ มาจากทวีปอเมริกาใต้

 

จูเปียวและจูไป๋พูดคุยเรื่องสัพเพเหระกันบนรถม้า

จูไป๋มองออกไปนอกหน้าต่างรถม้าอีกครั้ง "เสด็จพี่ กิจการของร้านอาหารแห่งนี้ดูเหมือนว่าจะค่อนข้างดีเลยนะพ่ะย่ะค่ะ"

จูเปียวทรงพระสรวลพลางตรัสว่า "อาหารทำออกมาอร่อย กิจการก็ย่อมจะดีเป็นธรรมดา"

จูไป๋ร้อง "อ้อ" ออกมาคำหนึ่ง เห็นได้ชัดว่ายังคงไม่ค่อยเชื่อเท่าใดนักว่าอาหารที่ร้านอาหารแห่งนี้ทำจะอร่อยมากแค่ไหน

 

อย่างมากที่สุดก็คงมีอาหารจานเด็ดบางอย่าง

ยกตัวอย่างเช่นพวกของป่าที่ไม่ค่อยได้พบเห็นบ่อยนัก หรือไม่ก็พวกปลาหายากอะไรเทือกนั้น

จูไป๋รู้สึกว่าแค่ลองชิมของแปลกใหม่สักหน่อยก็พอแล้ว กินมากไปก็ไม่ได้มีความหมายอันใด

ทว่า ชื่อร้านหอเลิศรสขจรขจายนี่ ตั้งได้ไม่เลวเลยทีเดียว

ดูแปลกใหม่ดีไม่น้อย

 

ผ่านไปชั่วครู่ ด้านนอกร้านอาหารแห่งนั้นก็ไม่มีคนรอแล้ว

จูเปียวจึงตรัสว่า "เจ้าสิบสอง พวกเราเข้าไปกันเถอะ"

จูไป๋ขานรับคำหนึ่ง แล้วก็เดินตามพระเชษฐาองค์รัชทายาทลงจากรถม้า มุ่งหน้าเข้าไปในร้านอาหาร

ทั้งสองมาถึงหน้าประตู ก็มองเห็นป้ายไม้แขวนอยู่ริมประตู

 

จูเปียวทอดพระเนตรด้วยความสนพระทัย ไม่เลวเลย พ่อครัวเฉินผู้นี้มีลูกเล่นน่าสนใจจริงๆ ถึงได้คิดลูกไม้พรรณนี้ขึ้นมาได้

จูไป๋ที่อยู่ด้านข้างก็อ่านออกเสียงเบาๆ

 

"ร้านของพวกเราจัดกิจกรรมกินครบรับส่วนลด ครบหนึ่งร้อยอีแปะ ลดสิบอีแปะ ครบหนึ่งร้อยห้าสิบอีแปะ ลดยี่สิบอีแปะ ครบสองร้อยอีแปะ ลดสามสิบอีแปะ...... ครบสามร้อยอีแปะ ลดห้าสิบอีแปะ"

จูไป๋เงยหน้าขึ้นมองจูเปียว "เสด็จพี่ นี่คือกฎเกณฑ์อันใดหรือพ่ะย่ะค่ะ?"

 

จูเปียวทรงพระสรวลพลางตรัสว่า "เป็นกฎเกณฑ์ที่ดีจริงๆ เจ้าสิบสอง ครั้งนี้พวกเราสามารถประหยัดเงินไปได้บ้างแล้ว"

"เอ๊ะ?"

 

จูไป๋มองดูคำอธิบายบนป้ายไม้อีกครั้ง แล้วบ่นพึมพำขึ้นมา

"ยี่สิบอีแปะ สามสิบอีแปะ อย่างมากที่สุดก็ประหยัดไปได้แค่ห้าสิบอีแปะ นี่นับว่าประหยัดเงินตรงที่ใดกันพ่ะย่ะค่ะ"

"เจ้าสิบสอง พี่คงต้องตำหนิเจ้าเสียหน่อยแล้ว เจ้าไม่รู้ถึงความยากลำบากของชาวบ้านเลย สำหรับชาวบ้านธรรมดาทั่วไปแล้ว เงินจำนวนนี้ไม่ใช่ตัวเลขน้อยๆ เลยนะ"

จูไป๋พอได้ฟัง ก็รีบกล่าวด้วยความเคารพว่า "พ่ะย่ะค่ะ เสด็จพี่ ข้ารู้ความผิดแล้ว"

"เอาล่ะ พวกเราเข้าไปกันเถอะ"

 

เพิ่งจะเดินเข้าประตู ก็มีลูกจ้างโค้งคำนับให้จูเปียวและจูไป๋

แม่เจ้าโว้ย นี่เป็นการโค้งคำนับเก้าสิบองศาตามมาตรฐานเลยทีเดียว

ทำเอาองค์รัชทายาทและองค์ชายสิบสองถึงกับสะดุ้งตกใจ

ไม่เคยพบเห็นแบบนี้มาก่อนเลย นี่คือธรรมเนียมอันใดกัน?

 

อีกทั้งลูกจ้างผู้นี้ยังเป็นสตรีอีกด้วย

"นายท่านทั้งสอง เชิญด้านในเลยเจ้าค่ะ"

จูเปียวทอดพระเนตรมองแวบหนึ่ง ก็พบว่าโถงชั้นหนึ่งมีลูกค้านั่งอยู่จนเต็มแล้ว

 

จูไป๋เอ่ยถาม "ยังมีที่นั่งอีกหรือไม่?"

"คุณชายท่านนี้ ชั้นหนึ่งไม่มีโต๊ะว่างแล้วเจ้าค่ะ สามารถร่วมโต๊ะกับผู้อื่นได้"

"พวกเราไม่อยากร่วมโต๊ะ"

"ถ้าเช่นนั้นนายท่านทั้งสองสามารถขึ้นไปยังห้องส่วนตัวบนชั้นสองได้เจ้าค่ะ ตอนนี้พอดีมีว่างอยู่หนึ่งห้อง"

จูเปียวทรงพยักพระพักตร์ "จัดการให้ด้วย"

 

อันที่จริงลูกจ้างสตรีผู้นี้ก็คือ หยางสี่เอ๋อร์ เป็นหญิงสาวที่มีอัธยาศัยดีเป็นอย่างมาก

อีกทั้งนางยังหัวไว และรู้จักสังเกตผู้คนเป็นอย่างดี

แขกทั้งสองท่านที่อยู่ตรงหน้านี้ สวมใส่เสื้อผ้าอาภรณ์หรูหรา กิริยาท่าทางไม่ธรรมดา เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไป

กระทั่งไม่ใช่ลูกหลานตระกูลเศรษฐีธรรมดาๆ ด้วยซ้ำ

 

หยางสี่เอ๋อร์ทำงานที่นี่มาหนึ่งเดือน ก็นับว่าเปิดหูเปิดตาไปไม่น้อย

บางครั้งก็มีบุคคลสำคัญเข้ามารับประทานอาหาร

สองท่านนี้ส่วนใหญ่ก็น่าจะเป็นบุคคลสำคัญเช่นกัน

 

ด้วยเหตุนี้ หยางสี่เอ๋อร์จึงพานายท่านทั้งสองไปที่ห้องส่วนตัวที่มีมาตรฐานการตกแต่งสูงเป็นพิเศษห้องนั้น

ห้องส่วนตัวห้องนี้หลี่จิ่งหลงก็มักจะมาแวะเวียนดื่มกินอยู่เป็นประจำ ดังนั้นการจัดตกแต่งจึงดูมีเอกลักษณ์ประณีตงดงามมาก

 

หลังจากองค์รัชทายาทจูเปียวเสด็จเข้ามา ก็ทรงพยักพระพักตร์อย่างต่อเนื่อง

เด็กน้อยอย่างจูไป๋ก็ทำทีเป็นกวาดสายตามองไปรอบๆ "เสด็จพี่ ที่นี่ก็พอใช้ได้ ไม่เลวเลย"

ทั้งสองคนทรุดตัวลงนั่ง

 

จูเปียวตรัสถาม "ร้านของพวกเจ้ามีอาหารจานเด็ดอันใดบ้าง?"

หยางสี่เอ๋อร์หยิบของสิ่งหนึ่งขึ้นมาจากโต๊ะเตี้ยภายในห้องส่วนตัว แล้ววางลงตรงหน้าจูเปียว

"นายท่าน ท่านสามารถดูสิ่งนี้ได้เจ้าค่ะ ของทั้งหมดที่สามารถสั่งได้ ล้วนอยู่ที่นี่หมดแล้ว"

จูเปียวทรงชะงักไปเล็กน้อย ทอดพระเนตรอย่างละเอียด แล้วก็อดไม่ได้ที่จะทรงพระสรวล

 

"การนำชื่ออาหารทั้งหมดมาเขียนไว้บนนี้ เถ้าแก่ของพวกเจ้าเป็นคนคิดขึ้นมางั้นรึ?"

"ใช่เจ้าค่ะ เถ้าแก่ของพวกเรามีลูกเล่นเยอะมากเจ้าค่ะ!"

หยางสี่เอ๋อร์กล่าวอีกว่า "นายท่าน ท่านดูสิเจ้าคะ ด้านหลังที่มีเครื่องหมายดอกจันติดอยู่ ล้วนเป็นอาหารที่รสชาติดีที่สุด และเป็นเมนูแนะนำของร้านพวกเราเจ้าค่ะ"

 

จูเปียวทอดพระเนตรอย่างละเอียด ก็พบว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ

อย่างเช่นผัดเปรี้ยวหวานผักกาดขาว ปิ่งต้นหอมพันชั้น และยังมีน้ำแกงซี่โครงหมูตุ๋นฟักเขียว ที่ด้านหลังล้วนมีเครื่องหมายดอกจันติดอยู่ทั้งหมด

 

จูเปียวพลันสังเกตเห็นว่า ด้านหลังอาหารบางอย่างยังมีรูปวาดโค้งๆ วาดเอาไว้อยู่ด้วย

บางอย่างก็มีหนึ่งรูป บางอย่างก็มีสองรูป และยังมีแบบที่มีสามรูปอีกด้วย

 

"สิ่งนี้หมายความว่าอย่างไรรึ?"

หยางสี่เอ๋อร์เอ่ยตอบ "นั่นคือรูปวาดพริกเจ้าค่ะ เป็นการบอกว่าอาหารจานนั้นมีรสชาติเผ็ด วาดพริกหนึ่งเม็ดหมายถึงเผ็ดน้อย พริกสองเม็ดหมายถึงเผ็ดปานกลาง ส่วนพริกสามเม็ดก็คือเผ็ดมากเจ้าค่ะ"

 

จูไป๋ที่อยู่ด้านข้างฟังจนงุนงงไปหมด

อ้าปากค้างตกตะลึงไปแล้ว

ก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอุปาทานไปเองหรือไม่ ถึงได้รู้สึกว่าพริกที่วาดอยู่หลังชื่ออาหารนั้น ช่างวาดได้เหมือนจริงและมีชีวิตชีวายิ่งนัก

 

จูเปียวก็อดไม่ได้ที่จะตรัสว่า "ใช้สิ่งนี้บ่งบอกรสชาติ ช่างยอดเยี่ยมเสียจริง!"

หยางสี่เอ๋อร์รีบอธิบาย "เรื่องนี้เถ้าแก่ของพวกเราก็เป็นคนคิดขึ้นมาเช่นกันเจ้าค่ะ"

จูเปียวคลี่ยิ้มบางๆ "ดีมาก เถ้าแก่ของพวกเจ้าช่างเป็นคนที่น่าสนใจยิ่งนัก"

 

จากนั้น จูเปียวก็ทรงสั่งอาหารมาบางส่วน

ผัดเปรี้ยวหวานผักกาดขาวนั่นไม่ต้องพูดถึงเลย จำเป็นต้องสั่งอย่างแน่นอน อีกทั้งสั่งทีเดียวก็ถึงสองจาน

ปิ่งต้นหอมสั่งมาหนึ่งแผ่น

แล้วก็น้ำแกงซี่โครงหมูตุ๋นฟักเขียว ก็สั่งมาหนึ่งหม้อดินเผาเช่นกัน

 

เวลานี้ จูเปียวทอดพระเนตรเมนูอาหาร แล้วตรัสถาม "จริงสิ ที่ร้านพวกเจ้ามีไอ้นั่นหรือไม่... ที่ด้านในมีไข่ไก่ แล้วก็มีของสีแดงๆ ไม่รู้ว่าเป็นอาหารจานใด"

หยางสี่เอ๋อร์รีบขานตอบในทันที "อ้อ ข้าทราบแล้วเจ้าค่ะ สิ่งที่นายท่านพูดถึงคือมะเขือเทศผัดไข่!"

"มะเขือเทศผัดไข่รึ? ของสีแดงนั่นเรียกว่ามะเขือเทศงั้นรึ?"

 

หยางสี่เอ๋อร์พยักหน้ารับ "เถ้าแก่บอกว่า นั่นคือผลไม้ที่เผยแพร่จากทวีปอเมริกาใต้มาสู่ต้าหมิงของพวกเราเจ้าค่ะ สามารถนำมาทำอาหารได้"

เด็กน้อยอย่างจูไป๋ถึงกับฟังจนโง่งมไปเลย

 

มะเขือเทศรึ?

ทวีปอเมริกาใต้รึ?

นั่นมันคือสถานที่แห่งใดกัน?

 

จูเปียวตรัสว่า "ใช่ๆ ไอ้นั่นแหละ... มะเขือเทศผัดไข่ เอามาให้พวกเราสองจาน!"

หยางสี่เอ๋อร์ขานรับคำหนึ่ง แล้วก็ถอยหลังเดินออกไป

 

ในที่สุดจูไป๋ก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป

"เสด็จพี่ ผัดเปรี้ยวหวานผักกาดขาว แล้วก็มะเขือเทศผัดไข่นี่ สั่งมาอย่างละสองจานมันจะไม่มากเกินไปหน่อยหรือพ่ะย่ะค่ะ? พวกเรากินไม่หมดหรอกกระมัง?"

จูเปียวทรงพระสรวลพลางตรัสว่า "เจ้าสิบสอง เจ้าเนี่ยน้า อย่าเพิ่งพูดว่ากินไม่หมดเลย ลองกินดูก่อนแล้วค่อยว่ากัน"

 

จูไป๋ยังคงรู้สึกงุนงงสับสนอยู่บ้าง ไม่เข้าใจเลยว่าพระเชษฐาองค์รัชทายาททรงเป็นอันใดไป?

ตอนนี้หิวก็หิวอยู่หรอก แต่ก็คงจะกินเยอะถึงเพียงนี้ไม่ไหวหรอกกระมัง?

อีกอย่าง ผักกาดขาวมันมีอันใดให้อร่อยนักหนา มีแต่ใบผักทั้งนั้น ห้องเครื่องวังหลวงก็ไม่ทำของพรรณนั้นเสียด้วยซ้ำ

แล้วก็ไอ้ของที่เรียกว่ามะเขือเทศผัดไข่อะไรนั่นอีก ก็ไม่รู้ว่าเป็นของไร้สาระอันใด

 

ผ่านไปชั่วครู่ น้ำชาหนึ่งป้านก็ถูกยกขึ้นมาเสิร์ฟ

จูไป๋เปิดฝาดูแวบหนึ่ง "เสด็จพี่ ไม่เลวเลยนะพ่ะย่ะค่ะ เป็นชาหลิ่วเย่ชิงชั้นยอดเสียด้วย"

จูเปียวทรงพยักพระพักตร์ "ร้านอาหารแห่งนี้ไม่เลวเลยจริงๆ บริการได้รอบคอบเอาใจใส่มาก ทำให้ผู้คนที่มาพักผ่อนรู้สึกสบายใจ"

ทว่าจูเปียวก็ทรงหิวแล้วจริงๆ ทรงทอดพระเนตรมองออกไปนอกห้องส่วนตัวอยู่เป็นระยะ เฝ้ารอคอยให้อาหารรสเลิศถูกยกมาเสิร์ฟ

Copyright © 2019 spoilsoc.com All rights reserved.