spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
| *ตั้งค่าถาวร (คลิกตั้งค่าถาวร) |
บทที่ 83 คุณหนูใหญ่สวี ข้ายังไม่มีภรรยา เป็นเพียงชายโสด
อย่าว่าแต่คนอื่นเลย ตัวสวีต๋าเองก็กินอย่างมีความสุขและเบิกบานใจเป็นอย่างมากเช่นกัน
สวีต๋ามักจะกินผัดเปรี้ยวหวานผักกาดขาวเป็นประจำ ทว่ากินอย่างไรก็กินไม่เคยพอ
ตอนนี้ยังมีมะเขือเทศผัดไข่เพิ่มเข้ามาอีกหนึ่งอย่าง ซึ่งอร่อยถูกปากยิ่งกว่าผัดเปรี้ยวหวานผักกาดขาวไปอีกหลายส่วน
พนักงานส่งอาหารส่งมาให้เป็นจำนวนมาก ทว่าทุกคนกลับแย่งกันกิน นึกไม่ถึงว่าจะถูกจัดการจนหมดเกลี้ยงอย่างรวดเร็ว
นี่ก็เป็นเพราะจวนเว่ยกั๋วกงเป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยง ทุกคนจึงยังคงแสดงท่าทีสำรวมอยู่บ้าง หากเป็นที่บ้านของตนเอง เกรงว่าคงจะต้องเลียจานสักสองสามครั้งถึงจะยอมเลิกรา
ไม่ผิดแน่ บรรดาขุนนางผู้มีความดีความชอบที่ได้รับเชิญมาเหล่านี้ นึกไม่ถึงว่าจะยังรู้สึกกินไม่อิ่ม
สวีต๋าปรบมืออีกครั้ง ให้คนนำปิ่งต้นหอมพันชั้นและปิ่งเนื้อทอดกรอบขึ้นมาเสิร์ฟ
ไม่เพียงแต่ปิ่งต้นหอมแต่ละแผ่นจะถูกตัดแบ่งออกเป็นสี่ส่วน ปิ่งเนื้อทอดกรอบก็ถูกหั่นแบ่งครึ่งเช่นกัน
ยังมีน้ำแกงซี่โครงหมูตุ๋นฟักเขียว ที่ตักให้ทุกคนคนละหนึ่งถ้วย เอาไว้กินคู่กับปิ่งและซดน้ำแกงไปพร้อมกัน
เมื่อทุกคนได้ลองชิม ก็ยิ่งตกตะลึงราวกับได้กินอาหารสวรรค์
"ปิ่งนี่ดีจริงๆ! กรอบนอกนุ่มใน!"
"ใช่แล้ว หอมมากจริงๆ กินแล้วชวนให้เสพติดเลยล่ะ!"
"พวกท่านลองชิมปิ่งเนื้อนี่ดูสิ นี่คือปิ่งเนื้อที่อร่อยที่สุดเท่าที่ข้าเคยกินมาเลยล่ะ!"
"ยังมีน้ำแกงนี่อีก ช่างสดชื่น และชุ่มคอจริงๆ!"
"ใช่ๆๆ น้ำแกงนี่ดียิ่งกว่า ซดแล้วรู้สึกสบายตัวยิ่งนัก!"
สวีต๋าถือปิ่งเนื้อครึ่งชิ้นไว้ในมือ กินไปพลางรับฟังคำอุทานชื่นชมของบรรดาแขกผู้มีเกียรติไปพลาง
รู้สึกมีหน้ามีตาเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว!
เขาไม่ได้นำปิ่งต้นหอมและปิ่งเนื้อทอดกรอบขึ้นโต๊ะจนหมดหรอกนะ ยังต้องเหลือเก็บไว้กินเองในตอนเย็นอีก
สวีต๋าปรายตามองกล่องอาหารที่ว่างเปล่า แล้วรู้สึกเสียใจอยู่บ้าง
น่าจะสั่งผัดเปรี้ยวหวานผักกาดขาวมาให้มากกว่านี้หน่อย แล้วก็อาหารจานที่มีสีแดงสีเหลืองนั่น ก็อร่อยล้ำเลิศมากเช่นกัน
ผ่านไปชั่วครู่ ทุกคนก็กินกันจนอิ่มหนำ ลูบท้องส่งเสียงครางกันอยู่ที่นั่น
สวีต๋าเป็นเจ้าภาพ ย่อมต้องรินสุราเชื้อเชิญตามธรรมเนียม
ทุกคนได้กินอาหารเลิศรส ย่อมอารมณ์ดีเป็นอย่างมาก จึงเริ่มชนจอกผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนดื่มสุรากันอย่างครื้นเครง
กระทั่งหลิวจี หรือหลิวปั๋วเวิน ที่ปกติไม่ค่อยดื่มสุรา ก็ยังดื่มไปอีกหลายจอก
ในขณะเดียวกัน สวีเมี่ยวอวิ๋นก็กำลังเตรียมตัวกินอาหารอยู่ในเรือนของตนเอง
วุ่นวายมาทั้งวัน นับว่าเหน็ดเหนื่อยไม่น้อยเลย
สวีเมี่ยวอวิ๋นแบ่งผัดเปรี้ยวหวานผักกาดขาวไว้ให้ตนเองกับเสี่ยวชุ่ยหนึ่งจาน แล้วก็มีมะเขือเทศผัดไข่อีกหนึ่งจาน ปิ่งต้นหอมสองชิ้น และยังมีปิ่งเนื้อทอดกรอบอีกสองชิ้น
เสี่ยวชุ่ยเดินเข้ามา ในอ้อมแขนยังอุ้มกล่องอาหารมาด้วยหนึ่งใบ
สวีเมี่ยวอวิ๋นชะงักไปเล็กน้อย
"ยังมีของที่ยังไม่ได้ส่งไปอีกหรือ?"
เสี่ยวชุ่ยส่ายหน้า "คุณหนูใหญ่เจ้าคะ ของสิ่งนี้ดูเหมือนว่าจะมีไว้ให้ท่านนะเจ้าคะ"
"ให้ข้างั้นรึ?"
ที่แท้บนกล่องอาหารก็มีกระดาษแผ่นหนึ่งแปะเอาไว้
[เปิดออกเป็นสิ่งสุดท้าย มอบให้คุณหนูใหญ่สวี]
สวีเมี่ยวอวิ๋นรู้สึกงุนงงเล็กน้อย "มอบให้ข้ารึ?"
เสี่ยวชุ่ยเอ่ยถามด้วยความตื่นเต้น "จะเปิดดูเลยหรือไม่เจ้าคะ?"
สวีเมี่ยวอวิ๋นพยักหน้ารับ แล้วเปิดฝากล่องอาหารออก
กลิ่นหอมสายหนึ่งโชยมาปะทะใบหน้า
สวีเมี่ยวอวิ๋นเพียงปรายตามองก็ดูออกทันที ว่านั่นคือขนมเค้กทองคำ
แต่ไม่เหมือนกับที่สวีเมี่ยวอวิ๋นเคยกินมาก่อนหน้านี้
เมื่อก่อนเป็นทรงสี่เหลี่ยม ทว่าชิ้นนี้กลับเป็นทรงกลม
อีกทั้งสีสันของมันยังเย้ายวนใจเป็นอย่างยิ่ง เพียงแค่มองดู และสูดดมกลิ่น ก็ทำเอาผู้คนเกิดความอยากอาหารขึ้นมาแล้ว
สวีเมี่ยวอวิ๋นยังไม่ได้กินข้าวเลย พอมาเจอแบบนี้เข้าก็ยิ่งหิวมากกว่าเดิมเสียอีก
เสี่ยวชุ่ยเอ่ยว่า "ด้านบนเขียนไว้ว่าให้เปิดออกเป็นสิ่งสุดท้าย เถ้าแก่เฉินตั้งใจจะให้คุณหนูใหญ่กินข้าวเสร็จแล้วค่อยเปิดออกมากินใช่หรือไม่เจ้าคะ?"
สวีเมี่ยวอวิ๋นโบกมือปัด "ข้าจะกินตอนนี้แหละ!"
เสี่ยวชุ่ยถึงกับงุนงงไปบ้าง นางไม่เคยเห็นคุณหนูใหญ่แสดงท่าทีเอาแต่ใจเช่นนี้มาก่อนเลย ราวกับกลับไปเป็นเด็กหญิงตัวเล็กๆ อีกครั้งอย่างไรอย่างนั้น
ไม่มีทางเลือก นางเป็นถึงคุณหนูใหญ่ ย่อมต้องฟังคำสั่งของนาง
เสี่ยวชุ่ยไปหามีดสั้นมาเล่มหนึ่ง แล้วส่งให้สวีเมี่ยวอวิ๋น
สวีเมี่ยวอวิ๋นลงมือด้วยตนเอง หั่นขนมเค้กออกเป็นแปดชิ้นเล็กๆ
ขนมเค้กสีเหลืองทองยิ่งดูเย้ายวนใจ และส่งกลิ่นหอมหวานมากยิ่งขึ้นไปอีก
เสี่ยวชุ่ยที่อยู่ด้านข้างก็อดไม่ได้ที่จะเลียริมฝีปากอย่างไม่อาจควบคุมตนเองได้ น้ำลายแทบจะไหลออกมาอยู่แล้ว
สวีเมี่ยวอวิ๋นหยิบขึ้นมาหนึ่งชิ้น สีหน้าเต็มเปี่ยมไปด้วยความปีติยินดีจนเก็บซ่อนไว้ไม่อยู่
"เสี่ยวชุ่ย เจ้าก็กินด้วยสักชิ้นสิ"
เสี่ยวชุ่ยดีใจจนแทบคลั่ง เอ่ยคำขอบคุณ แล้วรีบหยิบขนมเค้กขึ้นมาหนึ่งชิ้นทันที ราวกับเกรงกลัวว่าคุณหนูใหญ่จะเปลี่ยนใจก็มิปาน
ทั้งสองคนกัดเข้าไปหนึ่งคำพร้อมกัน และส่งเสียงอุทานออกมาแทบจะพร้อมกันด้วย
"อา! อร่อย!"
"อร่อยมากๆ!"
นี่คือขนมเค้กทองคำที่เฉินหยางปรับปรุงให้ดีขึ้น รสสัมผัสยอดเยี่ยมยิ่งกว่าเมื่อก่อนเสียอีก
จากทรงสี่เหลี่ยม เปลี่ยนมาเป็นทรงกลม ซึ่งก็ดูน่ารักน่าเอ็นดูเป็นอย่างมาก
ยามเย็น ณ ถนนเหอตง เขตนอกเมือง หอเลิศรสขจรขจาย
เฉินหยางและอ้ายเยว่หลานช่วยกันทำบัญชีของร้านอาหารจนเสร็จ ก็เตรียมตัวจะกลับไปพักผ่อนแล้ว
จังหวะนั้นเอง กัวซานหลางก็เดินเข้ามา
"เถ้าแก่ ด้านนอกมีคนมาหาท่านขอรับ"
"หาข้างั้นรึ?"
"ใช่ขอรับ นั่งรถม้ามา เมื่อก่อนก็เคยมาแล้วด้วย"
เฉินหยางเดินออกไป ก็เห็นรถม้าคันหนึ่งจอดอยู่จริงๆ
เขามองปราดเดียวก็ดูออกทันที ว่าสวีเมี่ยวอวิ๋นมาแล้ว
เฉินหยางเดินมาถึงหน้ารถม้า
ม่านหน้าต่างรถม้าถูกเลิกขึ้น
"เถ้าแก่เฉิน เข้ามาเถิด"
เฉินหยางมุดเข้าไปด้านใน สวีเมี่ยวอวิ๋นและเสี่ยวชุ่ยนั่งอยู่ข้างในนั้น
ยังคงเป็นคำพูดประโยคเดิม ภายในห้องโดยสารรถม้าช่างหอมมากจริงๆ
สวีเมี่ยวอวิ๋นแสดงความขอบคุณต่อเฉินหยาง
ประเด็นสำคัญคือของที่เฉินหยางทำนั้นยอดเยี่ยมเกินไปแล้ว บรรดากั๋วกงและโหวเหยียที่เชิญมา ล้วนกินกันอย่างเอร็ดอร่อยและมีความสุขเป็นอย่างมาก
สวีต๋าเองก็ดีใจเป็นอย่างมาก งานเลี้ยงต้อนรับในครั้งนี้ประสบความสำเร็จยิ่งกว่าที่คาดการณ์ไว้เสียอีก
เฉินหยางเอาแต่ถ่อมตนอย่างต่อเนื่อง โบกมือปัดพลางเอ่ย "นี่คือสิ่งที่ข้าสมควรทำอยู่แล้วขอรับ"
สวีเมี่ยวอวิ๋นปรายตามองเฉินหยางแวบหนึ่ง "เถ้าแก่เฉิน พูดเช่นนี้ก็ไม่ถูกนะ เจ้าได้รับค่าอาหารแล้วหรือยัง?"
เฉินหยางชะงักไปเล็กน้อย "ค่าอาหารรึ?"
"พรืด!" เสียงหนึ่งดังขึ้น สวีเมี่ยวอวิ๋นหลุดหัวเราะออกมา
รอยยิ้มนั้นงดงามจับตา ทำเอาเฉินหยางถึงกับมองจนเหม่อลอยไปเลย
นี่สินะที่เรียกว่ารอยยิ้มงดงามดุจบุปผาบาน
สมกับที่เป็น 'หนี่จูเซิง' ผู้เลื่องชื่อในประวัติศาสตร์ เพียบพร้อมทั้งรูปโฉมและสติปัญญาอย่างแท้จริง
ในมุมมองของเฉินหยาง ความงดงามของสวีเมี่ยวอวิ๋นนั้นเหนือชั้นกว่าก้าวหนึ่งเสียด้วยซ้ำ
เสี่ยวชุ่ยเองก็มองจนโง่งมไปเช่นกัน
นางคอยติดตามอยู่ข้างกายสวีเมี่ยวอวิ๋นมาตั้งแต่เด็ก เคยเห็นคุณหนูใหญ่หัวเราะต่อหน้าบุรุษเช่นนี้เสียที่ไหน?
ช่างเกินจริงไปแล้ว!
สวีเมี่ยวอวิ๋นกระแอมไอเบาๆ หยิบกระดาษหลายแผ่นจากข้างกายส่งให้เฉินหยาง
เฉินหยางพอมองดู เป็นตั๋วเงินใบละสิบตำลึงจำนวนห้าใบ
"นี่มัน... คุณหนูใหญ่สวี มันมากเกินไปแล้วขอรับ"
"ไม่มากหรอก เถ้าแก่เฉินรับไว้เถิด"
"เกรงใจแย่เลยขอรับ"
"เถ้าแก่เฉิน วันข้างหน้าคงต้องรบกวนให้เจ้าช่วยงานอีกนะ"
เฉินหยางก็ไม่เสแสร้งเล่นตัวอีก เอ่ยคำขอบคุณ แล้วเก็บตั๋วเงินเข้าไว้ในอกเสื้อ
แม่เจ้าโว้ย ทำงานให้จวนเว่ยกั๋วกงนี่อัตรากำไรสูงเอาการเลยทีเดียว
นี่เป็นนิมิตหมายอันดี เป้าหมายในการเปิดเหลาอาหารคืบหน้าไปอีกก้าวหนึ่งแล้ว
เฉินหยางมองสวีเมี่ยวอวิ๋นแวบหนึ่ง "คุณหนูใหญ่สวี ยังมีสิ่งใดจะสั่งการอีกหรือไม่ขอรับ?"
สวีเมี่ยวอวิ๋นส่ายหน้า "ไม่มีแล้ว เจ้าอุตส่าห์วุ่นวายมาทั้งวัน รีบกลับไปพักผ่อนเถิด อย่าปล่อยให้ภรรยาของเจ้ารอจนร้อนใจเสียล่ะ"
เสี่ยวชุ่ยถึงกับเบิกตากว้าง มองดูสวีเมี่ยวอวิ๋น
เฉินหยางชะงักไปเล็กน้อย "ภรรยาของข้างั้นรึ? คุณหนูใหญ่สวีพูดล้อเล่นแล้ว ผู้น้อยยังไม่มีภรรยา เป็นเพียงชายโสดคนหนึ่งเท่านั้นขอรับ"