spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
| *ตั้งค่าถาวร (คลิกตั้งค่าถาวร) |
บทที่ 79 ภารกิจของโฮสต์ เปิดเหลาอาหาร
องค์รัชทายาทเสวยอาหารแล้วจะจ่ายเงินหรือไม่ เฉินหยางไม่ได้ใส่ใจเลย
อันที่จริงองค์รัชทายาทไม่จ่ายเงิน กลับยิ่งดีเสียอีก
ดังคำกล่าวที่ว่า รับของเขามาย่อมเกรงใจ กินของเขามาย่อมไม่กล้าพูดจาแข็งกร้าวใส่
ต่อให้มีฐานะสูงส่งเป็นถึงองค์รัชทายาทก็ไม่มีข้อยกเว้น
วันข้างหน้าองค์รัชทายาทย่อมต้องรับน้ำใจนี้ หากมีโอกาสก็อาจจะคอยดูแลทางฝั่งของเฉินหยางอยู่บ้าง
เวลานี้ ลูกค้าของร้านอาหารก็ทยอยเข้ามาจนเกือบจะเต็มร้านแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นในห้องครัวด้านหลัง หรือลูกจ้างในโถงด้านหน้า ล้วนเริ่มวุ่นวายกับการทำงานแล้ว
ที่ยุ่งที่สุดก็ยังคงเป็นพนักงานส่งอาหารที่สวมเสื้อกั๊กสีน้ำเงินเหล่านั้น พวกเขาเดินเข้าออกอยู่เป็นระยะ รับอาหารแล้วก็จากไปทันที
เบื้องหน้าของเฉินหยาง ก็มีข้อความแจ้งเตือนจากระบบอัปเดตขึ้นมาอย่างต่อเนื่องไม่หยุดหย่อนเช่นกัน
[ได้รับค่าความมั่งคั่ง 36 หน่วย]
[ได้รับค่าความมั่งคั่ง 45 หน่วย]
[ได้รับค่าความมั่งคั่ง 24 หน่วย]
[ได้รับค่าความมั่งคั่ง 68 หน่วย]
[ได้รับค่าความมั่งคั่ง 105 หน่วย]
[ได้รับค่าความมั่งคั่ง 95 หน่วย]
ตัวเลขที่เรียงรายกันเป็นชุดๆ เหล่านี้ ทำให้เฉินหยางรู้สึกเบิกบานใจเป็นอย่างมาก
กระทั่งสามารถกล่าวได้ว่าหัวใจพองโตด้วยความปีติยินดีเลยทีเดียว
เฉินหยางลองประเมินคร่าวๆ ดูรอบหนึ่ง หลังจากหอเลิศรสขจรขจายเพิ่มบริการส่งอาหารเข้ามา ยอดขายในแต่ละวันก็สามารถทะลุหกสิบก้วนได้แล้ว
เมื่อรวมกับรายได้จากการขายของหอเลิศรสในแต่ละวันซึ่งอยู่ที่ห้าถึงหกก้วนเข้าไปด้วย
กำไรสุทธิของเฉินหยางในแต่ละวันจะอยู่ที่ราวๆ สามสิบก้วนเศษ
สำหรับชาวบ้านธรรมดาทั่วไปในช่วงรัชศกหงอู่แห่งต้าหมิงแล้ว นี่สามารถกล่าวได้ว่าเป็นรายได้ที่เกินกว่าจะเอื้อมถึงเลยทีเดียว
ในบรรดาเถ้าแก่ร้านขนาดเล็ก ก็ถือว่าอยู่ในระดับแนวหน้าเป็นพิเศษเช่นกัน
ทว่าเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับพ่อค้าผู้มั่งคั่งและเถ้าแก่ร้านขนาดใหญ่จำนวนมากแล้ว ก็ยังถือว่าห่างชั้นกันอยู่อีกไกลนัก
หนึ่งวันสามารถหาเงินได้สามสิบก้วน หนึ่งเดือนนั่นก็คือเกือบหนึ่งพันก้วนเชียวนะ
เฉินหยางพอลองคิดดูอย่างละเอียด ก็ตกใจขึ้นมาจริงๆ เช่นกัน
เขาเองยังคงมีความทรงจำของเฉินหยางคนก่อนหลงเหลืออยู่นะ
เฉินหยางคนก่อนในตอนที่ขายเซาปิ่ง หนึ่งเดือนสามารถหาเงินได้หนึ่งก้วนก็ต้องขอบคุณฟ้าดินแล้ว
บ่อยครั้งที่ทำได้เพียงแค่หาเงินประทังชีวิตไปวันๆ เท่านั้น
จังหวะนั้นเอง ในหัวของเฉินหยางก็มีเสียงแจ้งเตือนจากระบบดังขึ้น
[บรรลุเงื่อนไขรายได้ ได้รับภารกิจของโฮสต์หนึ่งรายการ]
[โฮสต์สามารถเปิดหน้าต่างระบบเพื่อตรวจสอบได้]
เฉินหยางถึงกับชะงักงันไป
ภารกิจของโฮสต์รึ?
ยังมีของพรรณนี้อยู่อีกหรือ?
เมื่อก่อนเขาไม่เคยได้รับมาก่อนเลยนะ
เฉินหยางรีบเปิดหน้าต่างระบบขึ้นมา เพื่อตรวจสอบเนื้อหาของภารกิจทันที
[ภารกิจของโฮสต์]
[ภายในหนึ่งเดือน ให้เปิดเหลาอาหารหนึ่งแห่งในเขตย่านการค้าที่เจริญรุ่งเรืองของนครหนานจิง]
[ข้อควรระวัง: หากเกินกำหนดเวลา ภารกิจจะล้มเหลว]
[เมื่อสำเร็จภารกิจจะได้รับ: ความเร็วในการทำอาหารเพิ่มขึ้นหนึ่งเท่าตัว]
เฉินหยางชะงักไปเล็กน้อย ความเร็วในการทำอาหารเร็วขึ้นหนึ่งเท่าตัวงั้นรึ?
นี่มันคือหลักการอันใดกัน?
ตอนนี้ผัดกับข้าวหนึ่งอย่างต้องใช้เวลาสิบนาที หลังจากเพิ่มความเร็วแล้ว ก็จะต้องการเวลาเพียงแค่ห้านาทีเท่านั้น
ระดับความเร็วที่เพิ่มขึ้นนี้มันสูงเกินไปแล้ว
อันที่จริงความเร็วในการทำอาหารของเฉินหยางในตอนนี้ก็ถือว่าเร็วมากพอแล้ว เร็วกว่าพ่อครัวทั่วไปเสียอีก
ทว่าบางครั้งก็ยังคงมีช่วงเวลาที่ต้องเร่งรีบแข่งกับเวลาอยู่บ้าง
หากสามารถเพิ่มความเร็วในการทำอาหารได้อย่างมาก ความเร็วในการหาเงินก็จะเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน
เพียงแต่เงื่อนไขในการทำภารกิจให้สำเร็จนั้น ออกจะเข้มงวดอยู่บ้าง
ต้องเปิดเหลาอาหารหนึ่งแห่ง อีกทั้งยังต้องเป็นในเขตย่านการค้าที่เจริญรุ่งเรืองของนครหนานจิงด้วย
ค่าเช่าเหลาอาหารในเขตพื้นที่เหล่านั้นคงจะไม่ถูกอย่างแน่นอน
ระยะเวลาเพียงหนึ่งเดือน ช่างกระชั้นชิดเกินไปจริงๆ
แต่เฉินหยางก็รู้สึกว่าจำเป็นต้องทุ่มเทความพยายามดูสักตั้ง
หากท้ายที่สุดแล้วทำไม่สำเร็จจริงๆ ก็คงหมดหนทาง
เมื่อคิดได้ดังนี้ เฉินหยางจึงผลักประตูเดินออกจากบ้านไป
เวลานี้ล่วงเข้าสู่ยามพลบค่ำแล้ว ทว่าถนนหนทางในนครหนานจิงกลับยิ่งทวีความคึกคักพลุกพล่าน
โคมไฟทั้งสองฟากฝั่งถนนสายหลักล้วนถูกจุดให้สว่างไสว บรรยากาศงดงามตระการตายิ่งนัก
เฉินหยางเดินมาถึงริมฝั่งแม่น้ำฉินหวย ณ ถนนรุ่ยหง
ที่แห่งนี้ยิ่งคึกคักเป็นพิเศษ นับเป็นย่านการค้าที่เจริญรุ่งเรืองอย่างแท้จริงของนครหนานจิง
เมื่อเดินตรงไปเบื้องหน้า จะมีถนนตัดขวางสายหนึ่ง ที่นั่นก็คือ 'ถนนหอนางโลมแห่งแม่น้ำฉินหวย' อันเลื่องชื่อลือนามที่สุด
เหลาอาหารและหอสุราขนาดใหญ่ของนครหนานจิงล้วนตั้งกระจุกตัวกันอยู่ที่นั่น
ทว่าเฉินหยางย่อมไม่คิดจะไปที่นั่น สาเหตุหลักก็คือค่าเช่าหอสุราในย่านนั้นแพงหูฉี่ เขาย่อมไม่มีปัญญาเช่าอย่างแน่นอน
ถนนรุ่ยหงสายนี้น่าจะเหมาะสมกับเขามากกว่า
เฉินหยางเดินทอดน่องสายตากวาดมองไปรอบๆ เพื่อสอดส่องหาหอสุราที่กำลังติดป้ายปล่อยเช่า
แม้จะกล่าวว่าที่นี่เป็นย่านการค้าอันมั่งคั่ง การค้าขายย่อมไม่ซบเซา ทว่าในยุคสมัยนี้ก็ย่อมมีหอสุราบางแห่งที่จำต้องปิดกิจการลงด้วยเหตุผลนานัปการ เฉินหยางวาดหวังว่าจะสามารถ 'ส้มหล่น' คว้าของดีราคาถูกมาได้ เหมือนดั่งเช่นสองคราก่อนหน้านี้
และในยามนั้นเอง เฉินหยางก็พบเข้ากับหอสุราแห่งหนึ่งที่กำลังติดป้ายประกาศจริงๆ
มีเด็กในร้านคนหนึ่งยืนเฝ้าอยู่หน้าร้าน เฉินหยางจึงเดินเข้าไปสอบถาม
เด็กในร้านโบกมือปฏิเสธ "เถ้าแก่เอ่ยไว้ว่า หอสุราแห่งนี้รับเฉพาะซื้อขาย ไม่ปล่อยเช่าขอรับ"
เฉินหยางชะงักไปเล็กน้อย "หากขายเล่า ราคาเท่าใด?"
เด็กในร้านชูมือทั้งสองข้างขึ้นมา ข้างหนึ่งชูนิ้วเป็นเลข 'หนึ่ง' ส่วนอีกข้างชูเป็นเลข 'สอง'
"หนึ่งพันสองร้อยก้วนขอรับ"
เฉินหยางถึงกับผงะตกตะลึงไปชั่วขณะ
ทว่าเมื่อครุ่นคิดดูอีกที เพียงเดือนกว่าๆ เขาก็สามารถหาเงินมาซื้อหอสุราแห่งนี้ได้แล้วนี่นา
เฉินหยางเงยหน้าขึ้นพิจารณามองหอสุราเบื้องหน้า
อาณาบริเวณของหอสุราแห่งนี้ไม่เล็กเลยทีเดียว ตัวอาคารมีถึงสามชั้น ซ้ำยังน่าจะมีเรือนด้านหลังอีกด้วย
ราคาหนึ่งพันสองร้อยก้วน ก็นับว่าคุ้มค่ายิ่งนัก
ทว่าปัญหามันอยู่ที่ เฉินหยางจำเป็นต้องเปิดกิจการหอสุราให้ได้ภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งเดือน
เวลาในการสะสมทุนทรัพย์ของเขานั้นมีไม่พอ
ต่อให้ฝืนรวบรวมเงินจนครบหนึ่งพันสองร้อยก้วนได้ เขาก็ไม่มีเงินเหลือสำหรับตกแต่งและปรับปรุงหอสุราใหม่อยู่ดี
ค่าใช้จ่ายในการบริหารหอสุรานั้นไม่ใช่น้อยๆ เกรงว่าคงต้องจ้างเด็กในร้านสักยี่สิบสามสิบคน จึงจะสามารถค้ำจุนหอสุราขนาดใหญ่ปานนี้ไว้ได้
เมื่อคิดได้ดังนี้ เฉินหยางก็ส่ายหน้าเบาๆ แล้วก้าวเดินจากมา
เวลานี้กาลเวลายังมิสุกงอม
สิ่งที่เฉินหยางต้องทำในยามนี้ ก็คือเร่งความเร็วในการกอบโกยเงินทองให้จงได้
ภายในหนึ่งเดือนเขาต้องหาเงินให้ได้อย่างน้อยหนึ่งพันห้าร้อยก้วน จึงจะสามารถซื้อหอสุราแห่งนั้นและเปิดกิจการได้อย่างราบรื่น
จังหวะนั้นเอง เฉินหยางก็พลันได้ยินเสียงคนเรียกขานชื่อของตน
เฉินหยางมองตามต้นเสียงไป ก็พบเข้ากับรถม้าคันหนึ่ง
เป็นรถม้าคันงามที่สวีเมี่ยวอวิ๋นมักจะนั่งอยู่เป็นประจำ
สาวใช้เสี่ยวชุ่ยกำลังโบกไม้โบกมือเรียกเขาอยู่
"เถ้าแก่เฉิน ท่านมานี่ประเดี๋ยวสิเจ้าคะ!"
เฉินหยางจึงเดินเข้าไปหา
เสี่ยวชุ่ยเอ่ยขึ้น "เถ้าแก่เฉิน เชิญเข้าไปด้านในเถิดเจ้าค่ะ"
เฉินหยางชะงักงัน "เข้าไปที่ใดรึ?"
"ก็ในรถม้าอย่างไรเล่าเจ้าคะ"
เฉินหยางร้อง "อ้อ" ออกมาคำหนึ่ง ก่อนจะเลิกม่านรถม้าแล้วก้าวเข้าไปด้านใน
โฮ่... สมแล้วที่เป็นรถม้าของจวนเว่ยกั๋วกง ช่างโอ่โถงกว้างขวางเสียนี่กระไร!
สองฟากฝั่งซ้ายขวาเป็นม้านั่งยาว ด้านหน้ายังมีพื้นที่ว่างอีกส่วนหนึ่ง ต่อให้นั่งรวมกันห้าหกคนก็ยังไม่รู้สึกเบียดเสียดเลยสักนิด
ไม่เพียงแต่นั่งได้สบายๆ ทว่ายังสามารถเอนกายล้มตัวลงนอนได้อีกด้วย
แน่นอนว่า รถม้าคันนี้คงไม่อนุญาตให้คนจำนวนมากขนาดนั้นขึ้นมานั่งหรอก
มันไม่ใช่รถโดยสารประจำทางในโลกอนาคตเสียหน่อย
สวีเมี่ยวอวิ๋นประทับอยู่ด้านในนี้จริงๆ ซ้ำยังมีสวีเมี่ยวจิ่นนั่งอยู่ด้วยอีกคน
สองพี่น้องตระกูลสวีนั่งอยู่ด้วยกันเช่นนี้ ทำเอาบรรยากาศภายในห้องโดยสารอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมกรุ่น
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอุปาทานไปเองหรือไม่ คล้ายกับว่าจะมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกจวี๋ฮวา จากน้ำหอมขวดที่เฉินหยางเคยมอบให้สวีเมี่ยวอวิ๋นโชยมาด้วย
เฉินหยางประสานมือคารวะสตรีทั้งสอง "คารวะคุณหนูใหญ่สวี คารวะคุณหนูรองสวี"
สวีเมี่ยวอวิ๋นเอ่ยขึ้น "เถ้าแก่เฉินมิต้องมากพิธีไปหรอก"
สวีเมี่ยวจิ่นรีบเสริม "ใช่แล้ว พวกเราคุ้นเคยกันถึงเพียงนี้แล้วนี่นา"
เฉินหยางลอบประหลาดใจ เหตุใดพวกนางจำต้องดึงตัวเขาขึ้นมาสนทนากันถึงในรถม้าด้วยเล่า?