หน้าแรก > ยอดเชฟแห่งต้าหมิง: เปิดฉากมาก็พิชิตแม่นางสวีเมี่ยวอวิ๋น
บทที่ 77 อาหารส่งถึงที่ขององค์รัชทายาทส่งถึงหรือยัง?

spoilsoc.com

spoilsoc.com

spoilsoc.com

spoilsoc.com

spoilsoc.com

spoilsoc.com

spoilsoc.com

spoilsoc.com

*ตั้งค่าถาวร (คลิกตั้งค่าถาวร)

บทที่ 77 อาหารส่งถึงที่ขององค์รัชทายาทส่งถึงหรือยัง? 

 

ขันทีร่างท้วมงุนงงไปหมด

"องค์รัชทายาท เป็นของที่เป็นความลับสำคัญมากหรือพ่ะย่ะค่ะ?"

"ไม่ใช่ เป็นอาหารพวกกับข้าวต่างหาก"

ขันทีร่างท้วมชะงักงันไป

 

"อาหารพวกกับข้าวหรือพ่ะย่ะค่ะ? องค์รัชทายาท พระองค์ทรงอยากเสวยสิ่งใด กระหม่อมให้ห้องเครื่องวังหลวงทำให้ก็สิ้นเรื่องแล้วไม่ใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ! เหตุใดถึงต้องทำเรื่องให้ยุ่งยากถึงเพียงนี้ด้วย?"

จูเปียวโบกพระหัตถ์ "ห้องเครื่องวังหลวงทำออกมาไม่ได้หรอก"

ขันทีร่างท้วมพอได้ฟัง ก็ไม่กล้าเอ่ยถามสิ่งใดให้มากความอีก รีบออกจากประตูไปจัดการทันที

 

ภายในใจของเขาก็ยังคงบ่นพึมพำกระปอดกระแปด

ช่างแปลกประหลาดเสียจริง

อาหารพวกกับข้าวอะไรกัน ที่กระทั่งพ่อครัวใหญ่ของห้องเครื่องวังหลวงก็ยังจัดการไม่ได้?

เดิมทีขันทีร่างท้วมคิดจะหาขันทีน้อยสักคนไปจัดการเรื่องนี้

ทว่าพอลองคิดดูอีกที ขันทีร่างท้วมก็ยังคงไม่วางใจ จึงเดินทางไปจัดการด้วยตนเอง

 

คนที่สวมเสื้อกั๊กสีน้ำเงิน จะสามารถหาพบได้ในเวลาอันสั้นเชียวหรือ?

สิ่งที่นึกไม่ถึงก็คือ ขันทีร่างท้วมเพิ่งจะเดินออกจากประตูเจิ้งหยางของเขตวังหลวง ก็หาพบแล้ว

มองเห็นว่าที่บริเวณไม่ไกลนัก มีชายหนุ่มคนหนึ่งสวมเสื้อกั๊กสีน้ำเงินยืนอยู่

 

ขันทีร่างท้วมให้หวังซุ่นไปเรียกชายหนุ่มคนนั้นเข้ามา จากนั้นก็นำกระดาษแผ่นนั้นมอบให้กับเขา

ชายหนุ่มคนนั้นรับไปดู ก็เข้าใจได้ในทันที "กงกง ท่านให้คนรออยู่ที่นี่นะขอรับ อีกประเดี๋ยวข้าจะไปนำของมาให้"

 

ขันทีร่างท้วมเอ่ยถาม "ต้องรอนานแค่ไหน?"

"หนึ่งเค่อกว่าๆ อย่างมากที่สุดก็สองเค่อขอรับ"

"ตกลง! เจ้าก็รีบไปเถอะ!"

 

ชายหนุ่มที่สวมเสื้อกั๊กสีน้ำเงินผู้นั้น วิ่งฉิวหายลับไปในพริบตา ราวกับกระต่ายก็มิปาน

ชายหนุ่มผู้นี้มีนามว่า ลู่ไจ๋

เขาคือผู้ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในบรรดาพนักงานส่งอาหาร จัดว่าเป็นคนที่วิ่งเร็วขึ้นชื่อเลยทีเดียว

 

เฉินหยางเคยจับเวลาทดสอบความเร็วของลู่ไจ๋อยู่บ้างเล็กน้อย ความเร็วในระยะหนึ่งร้อยเมตรเขาสามารถวิ่งเข้าเส้นชัยได้ภายในเวลาไม่ถึงสิบวินาที

แม่เจ้าโว้ย หากฝึกฝนอีกสักหน่อยก็สามารถไปเข้าร่วมการแข่งขันวิ่งร้อยเมตรของคนยุคหลังได้แล้ว

 

ลู่ไจ๋ได้รับกระดาษแผ่นนั้นมา ก็ไม่กล้าชักช้าแม้แต่น้อย

กัวซานหลางเคยกำชับเอาไว้ หากเป็นของที่ในวังต้องการ จะต้องรีบกลับไปรับอาหารมาเป็นอันดับแรกในทันที อีกทั้งยังไม่ต้องเก็บเงินก่อนอีกด้วย

 

ผ่านไปชั่วครู่ ลู่ไจ๋ก็วิ่งมาถึงหอเลิศรสขจรขจาย

กัวซานหลางเฝ้าอยู่ด้านนอก

ลู่ไจ๋วิ่งเข้าไปหา แล้วส่งกระดาษแผ่นนั้นให้ "ลูกพี่ นี่คือของที่ในวังต้องการขอรับ"

กัวซานหลางไม่พูดพร่ำทำเพลง นำกระดาษแผ่นนั้นส่งต่อถึงมือของเฉินหยางโดยตรงในทันที

 

เฉินหยางเปิดดูแวบหนึ่ง

ลายมือบนนั้นแม้จะเล็ก ทว่ากลับตวัดโค้งงดงามดุจมังกรเหินหงส์ร่าย ดูมีพลังฝีมือไม่เบา


 

  • [ผัดเปรี้ยวหวานผักกาดขาวสองจาน]

  • [ปิ่งต้นหอมพันชั้นหนึ่งชุด]

  • [น้ำแกงซี่โครงหมูตุ๋นฟักเขียวหนึ่งหม้อ]

 

เพียงแค่มองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าเป็นลายพระหัตถ์ขององค์รัชทายาทอย่างแน่นอน! สั่งมาหมดทุกอย่างเลย

อีกทั้งผัดเปรี้ยวหวานผักกาดขาวยังสั่งมาถึงสองจาน

เห็นได้ชัดว่า ครั้งก่อนองค์รัชทายาทคงยังเสวยไม่อิ่มจุใจ

 

จะรอช้าอยู่ไย เฉินหยางก็เริ่มลงมือทำในทันที

ตอนนี้ผัดเปรี้ยวหวานผักกาดขาวและปิ่งต้นหอมพันชั้น ล้วนเป็นเมนูอาหารที่มีเตรียมไว้เป็นประจำในหอเลิศรสขจรขจาย

ทว่าของเหล่านี้ล้วนต้องให้เฉินหยางลงมือทำด้วยตนเอง

ฝีมือของจ้าวต้าเฉียงและอ้ายคุนแม้จะอยู่ในระดับที่สูงมากแล้ว ทว่าก็ยังคงขาดจิตวิญญาณอยู่ดี

 

องค์รัชทายาทจูเปียวทรงมีพระโอษฐ์ที่ช่างเลือก ย่อมต้องเสวยแล้วแยกแยะความแตกต่างออกได้อย่างแน่นอน

ทว่าความเร็วในการทำอาหารของเฉินหยางนั้นรวดเร็วมาก จึงไม่มีความกดดันเลยแม้แต่น้อย

 

สิ่งที่ยุ่งยากสักหน่อย ก็คือน้ำแกงซี่โครงหมูตุ๋นฟักเขียว

ทุกๆ วันเฉินหยางจะลงมือต้มน้ำแกงหม้อใหญ่ด้วยตนเอง เพียงแค่นำมาจัดการต่ออีกเล็กน้อยก็ใช้ได้แล้ว

เฉินหยางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง รู้สึกว่าเพียงเท่านี้ยังไม่พอ

จึงได้ทำมะเขือเทศผัดไข่เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งจาน

ถือเป็นของขวัญกำนัลแด่แขกผู้มีเกียรติ

องค์รัชทายาทจูเปียวสมควรได้รับการต้อนรับเช่นนี้

 

ผ่านไปชั่วครู่ เฉินหยางก็ทำอาหารทั้งหมดจนเสร็จสมบูรณ์

มีลูกจ้างรีบเข้ามาช่วยห่ออาหาร

นำอาหารกับข้าวบรรจุใส่ลงในกล่องอาหารที่ทำจากไม้

ส่วนน้ำแกงซี่โครงหมูตุ๋นฟักเขียวก็ใช้ถังไม้ขนาดเล็กเฉพาะสำหรับใส่น้ำแกง

ของเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่เฉินหยางสั่งทำขึ้นเป็นพิเศษ ทำจากไม้แท้ทั้งหมด หากเป็นในยุคหลังก็นับว่าเป็นของหรูหรามีระดับเลยทีเดียว

 

ข้าวของทั้งหมดถูกห่อจัดเตรียมอย่างดี และส่งมอบให้แก่ลู่ไจ๋

ลู่ไจ๋ก็ไม่รอช้า สับเท้าวิ่งห้อตะบึงมุ่งหน้าสู่วังหลวงในทันที

เฉินหยางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็รู้สึกว่าจำเป็นต้องไปหาซื้อม้ามาสักสองสามตัวเสียแล้ว

 

หากมีงานด่วนจากวังหลวงเช่นนี้อีก จะได้ให้พนักงาน 'หอเลิศรส ส่งอาหารถึงเรือน' ขี่ม้าไปส่งได้

แน่นอนว่า ในวันข้างหน้าหากมีเงินทองมากพอ จะจัดสรรม้าให้พวกเขาคนละตัวก็ย่อมได้

ขี่ม้าวิ่งส่งอาหาร... แค่คิดก็ดูโอ่อ่าอหังการยิ่งนัก

 

ฝีเท้าของลู่ไจ๋นั้นร้ายกาจสมคำร่ำลือ เพียงชั่วจิบชา เขาก็กลับมาถึงหน้าประตูเจิ้งหยาง (ประตูทิศใต้ของวังหลวง) อีกครา ขันทีร่างท้วมที่รออยู่ตรงนั้นถึงกับชะเง้อคอมองจนตาแทบถลนแล้ว

ลู่ไจ๋ส่งมอบกล่องใส่อาหารใบใหญ่ให้แก่ขันทีร่างท้วม

 

ขันทีร่างท้วมถึงกับผงะไปเล็กน้อย "โฮ่ นี่มันออกจะเยอะไปสักหน่อยกระมัง"

ลู่ไจ๋เองก็หัวไวเฉลียวฉลาด "เถ้าแก่ของพวกเราเอ่ยว่า ของที่ทำต้องให้ปริมาณจุใจขอรับ"

"อืม เถ้าแก่ของพวกเจ้านี่ช่างรู้ความเสียจริง"

 

ขันทีร่างท้วมไม่กล้าชักช้า รีบหาทหารยามมาช่วยหิ้วของแล้วมุ่งหน้ากลับไปยังตำหนักตงกง (ตำหนักบูรพา)

องค์รัชทายาทจูเปียวยามนี้ไหนเลยจะมีกะจิตกะใจทอดพระเนตรฎีกา พระองค์ทรงพระดำเนินวนไปวนมาอยู่ภายในห้อง ครั้นเห็นขันทีร่างท้วมกลับมา จูเปียวก็รีบเสด็จไปประทับที่โต๊ะทันที

 

กล่องใส่อาหารถูกจัดวางลงบนโต๊ะทีละกล่อง

ขันทีร่างท้วมค่อยๆ เปิดออกทีละกล่อง

เพียงไม่นาน ภายในห้องก็อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมกรุ่นของอาหาร

ขันทีร่างท้วมถึงกับตะลึงงัน

อย่าได้เอ่ยเชียว มันช่างหอมยวนใจยิ่งนัก!

ทว่าเมื่อเพ่งมองดูให้ดี ขันทีร่างท้วมกลับยิ่งต้องเบิกตาโพลง

 

"นี่มัน... ผักกาดขาวผัดรึ?"

"นี่คือปิ่งรึ?"

"แล้วนี่คือน้ำแกงอันใดกัน?"

ของพรรค์นี้มันจะไปอร่อยได้อย่างไร?

 

จูเปียวมิได้ตรัสตอบ ทว่าสีพระพักตร์กลับเบิกบานพระทัยยิ่งนัก

เวลานั้นเอง จูเปียวก็ทรงทอดพระเนตรเห็นว่ามีอาหารเพิ่มมาอีกหนึ่งจาน

ทว่าพระองค์ก็มิได้ทรงใส่พระทัย จูเปียวทรงคีบผักกาดขาวชิ้นหนึ่งเข้าพระโอษฐ์เป็นอันดับแรก ก่อนจะหลุดเสียงอุทานชื่นชมออกมาทันที

"โอ้! อร่อย! อร่อยล้ำยิ่งนัก!"

 

ขันทีร่างท้วมได้แต่มองดูด้วยความงุนงง

องค์รัชทายาททรงเป็นอันใดไปแล้ว?

ก็แค่เสวยผักกาดขาวเข้าไปชิ้นหนึ่ง มิเห็นต้องถึงเพียงนี้เลยกระมัง

จูเปียวทรงหยิบปิ่งชิ้นหนึ่งขึ้นมา

"โอ๊ย ร้อน! ร้อน!"

"เตี้ยนเซี่ย (ฝ่าบาท) ระวังหน่อยพ่ะย่ะค่ะ ตรงนี้... ตรงนี้มีกระดาษซับน้ำมัน รีบเอามารองไว้เร็วเข้าพ่ะย่ะค่ะ!"

"อืม ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร... อืม อร่อย กรอบนอกนุ่มใน อร่อยเหลือเกิน!"

 

ขันทีร่างท้วมซับเหงื่อที่ผุดพราย รู้สึกว่าวันนี้องค์รัชทายาททรงมีท่าทีผิดปกติไปมาก

ทั้งดูไม่เป็นผู้ใหญ่ ไม่สุขุมเยือกเย็น ซ้ำยังตะกละตะกลามถึงขีดสุด

หรือว่าในอาหารพวกนี้จะใส่ของแปลกปลอมอันใดลงไป?

 

ขันทีร่างท้วมสะดุ้งโหยงสุดตัว เมื่อครู่เขาร้อนรนเกินไป จนลืมชิมอาหารทดสอบพิษเสียสนิท!

ยามนี้จะชิมก็สายไปเสียแล้ว

องค์รัชทายาททรงเสวยเข้าไปตั้งหลายคำแล้ว

จังหวะนั้นเอง สตรีผู้มีท่วงทีสง่างามและสูงศักดิ์นางหนึ่งก็ก้าวเข้ามา

ขันทีร่างท้วมรีบคารวะทักทายทันที

 

สตรีนางนี้คือ 'ฉางซื่อ' พระชายาแห่งองค์รัชทายาท (ไท่จื่อเฟย)

ฉางซื่อผู้นี้มีที่มาไม่ธรรมดา นางคือบุตรีของขุนพลผู้ร่วมสถาปนาราชวงศ์หมิงนามว่า 'ฉางอวี้ชุน'

เมื่อครู่ฉางซื่อได้ยินเสียงองค์รัชทายาทร้องเอะอะโวยวายมาจากทางนี้ จึงเดินเข้ามาดู

นึกไม่ถึงเลยว่าจูเปียวกำลังเสวยพระกระยาหารอยู่

นี่ก็ยังไม่ใช่เวลาเสวยเสียหน่อย หรือว่าองค์รัชทายาทจะทรงทอดพระเนตรฎีกาจนหิวกันนะ?

 

ทว่าพอไท่จื่อเฟยปรายพระเนตรมองอาหารบนโต๊ะ สีพระพักตร์ก็พลันแปรเปลี่ยนไป ทรงถลึงพระเนตรจ้องมองขันทีร่างท้วมอย่างเกรี้ยวกราด

"เหตุใดจึงเอาของพรรค์นี้มาให้องค์รัชทายาทเสวย!?"

องค์รัชทายาททรงโบกพระหัตถ์ "อย่าได้โทษเขาเลย เป็นเปิ่นหวังที่ต้องการเอง!"

"พระองค์ทรงต้องการเองรึ? ทว่าของพวกนี้..."

 

"อย่ามัวแต่ยืนอึ้งอยู่เลย มาเถอะ นั่งลงเสวยด้วยกัน มาลองชิมดูว่าอาหารพวกนี้รสชาติถูกปากหรือไม่!"

ไท่จื่อเฟยจึงจำต้องประทับนั่งลงแต่โดยดี

Copyright © 2019 spoilsoc.com All rights reserved.