spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
| *ตั้งค่าถาวร (คลิกตั้งค่าถาวร) |
บทที่ 76 ได้รับมะเขือเทศผัดไข่ องค์รัชทายาทลองใช้บริการพนักงานส่งอาหาร
บนรถม้าที่มุ่งหน้ากลับจวน สวีเมี่ยวอวิ๋นยังคงมีท่าทีเหม่อลอยใจลอยอยู่บ้าง
ราวกับว่าในบรรดาสามวิญญาณเจ็ดจิต ได้ทำหล่นหายไปเสียหนึ่งวิญญาณสี่จิตอย่างไรอย่างนั้น
เสี่ยวชุ่ยเห็นแล้วก็รู้สึกน่ากลัวอยู่บ้าง จึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามขึ้นมา “คุณหนูใหญ่เจ้าคะ ท่านไม่เป็นอันใดใช่หรือไม่เจ้าคะ?”
สวีเมี่ยวอวิ๋นได้สติกลับคืนมา “ไม่เป็นอันใด ข้าก็แค่กำลังคิดเรื่องบางอย่างอยู่”
เสี่ยวชุ่ยถึงเพิ่งจะถอนหายใจด้วยความโล่งอก “จริงสิคุณหนูใหญ่ เถ้าแก่เฉินดีต่อท่านมากเลยนะเจ้าคะ”
“ดีอย่างไรล่ะ?”
“ก็มอบของให้ท่านอย่างไรล่ะเจ้าคะ เจ้านั่นเรียกว่าสิ่งใดนะ? แป้งหอม?”
“น้ำหอม”
“ใช่เจ้าค่ะ น้ำหอม หากมีคนมอบของเช่นนี้ให้ข้าบ้างล่ะก็…”
เสี่ยวชุ่ยมองดูสวีเมี่ยวอวิ๋น แล้วกล่าวอีกว่า “คุณหนูใหญ่ แต่จะว่าไปแล้ว ของราคาเพียงหนึ่งร้อยยี่สิบอีแปะ ไม่มีทางที่จะทำให้ท่านพอใจได้หรอกเจ้าค่ะ”
“พอได้แล้ว เจ้านี่ช่างพูดมากเสียจริง!”
เสี่ยวชุ่ยแลบลิ้นออกมา แล้วก็ไม่พูดอันใดอีก
สวีเมี่ยวอวิ๋นมองดูขวดน้ำหอมอันประณีตงดงามในมือ ก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไรไป จู่ๆ ภายในใจกลับรู้สึกเบิกบานขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
อันที่จริงหากเป็นไปตามกระบวนการทางประวัติศาสตร์ปกติ ผู้ที่มอบน้ำหอมตะวันตกให้เมี่ยวอวิ๋นนั้น ไม่ใช่เฉินหยาง ทว่ากลับเป็นจูตี้ต่างหาก
ด้วยเหตุนี้สวีเมี่ยวอวิ๋นถึงได้มีความรู้สึกดีต่อจูตี้เพิ่มขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ จากนั้นถึงเพิ่งจะนำไปสู่วาสนาด้ายแดงในภายภาคหน้า
ในเวลานี้ เฉินหยางยังไม่รู้เลยว่าตนเองได้ทำสิ่งใดลงไป
อนาคตจะพัฒนาไปในทิศทางใด ย่อมยากที่จะคาดเดาเสียแล้ว
เฉินหยางกลับมาถึงหอเลิศรสขจรขจาย แล้วเดินตรวจตราดูรอบหนึ่ง
ตอนนี้กิจการนับวันยิ่งดีขึ้นเรื่อยๆ แล้ว อีกทั้งสัดส่วนของลูกค้าก็เป็นที่น่าพอใจมากเช่นกัน
เป็นลูกค้าประจำหกส่วน ลูกค้าใหม่สี่ส่วน ทั้งสองด้านล้วนกำลังเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ ผ่านความพยายามของกัวซานหลาง ทีมพนักงานส่งอาหารก็กำลังขยับขยายใหญ่โตขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกัน ตอนนี้มีพนักงานส่งอาหารสี่ถึงห้าสิบคนวิ่งส่งของไปทั่วทั้งพื้นที่แล้ว
นอกเหนือจากฝั่งหอเลิศรสแล้ว หอเลิศรสขจรขจายก็เริ่มรับคำสั่งซื้อให้ไปส่งถึงที่แล้วเช่นกัน
ทว่าค่าบริการส่งอาหารของทางฝั่งนี้ค่อนข้างสูงกว่าไม่น้อยเลย
ถึงอย่างไรสิ่งที่นำไปส่งก็คือกับข้าว จำเป็นต้องใช้กล่องอาหารไม้บรรจุใส่ไป
และจำเป็นต้องให้พนักงานส่งอาหารไปเก็บกลับคืนมาอีกครั้ง ต้นทุนจึงค่อนข้างสูง
อีกทั้งเฉินหยางยังได้เน้นย้ำกับกัวซานหลางครั้งแล้วครั้งเล่า
ความประพฤติของพนักงานส่งอาหารนั้นสำคัญที่สุด จะปล่อยให้คนที่มีนิสัยเกียจคร้านปลิ้นปล้อนเหล่านั้นเข้ามาในทีมพนักงานส่งอาหารไม่ได้เด็ดขาด
กัวซานหลางเองก็ตั้งใจทำงานเป็นอย่างมาก คอยตรวจสอบคัดกรองอย่างเข้มงวด
ประกอบกับเฉินหยางเองก็มักจะคอยตรวจสอบสถานะการทำงานของพนักงานส่งอาหารอยู่เป็นระยะ จนถึงตอนนี้ก็ถือว่าดำเนินไปได้ไม่เลวเลย
เฉินหยางเปิดระบบขึ้นมา เพื่อตรวจสอบค่าความมั่งคั่ง
[ค่าความมั่งคั่ง: 185,050]
ค่าความมั่งคั่งในตอนนี้พุ่งไปถึงหนึ่งร้อยแปดสิบห้าก้วนแล้ว
ถึงเวลาปลดล็อกเมนูอาหาร "มะเขือเทศผัดไข่" เสียที
แม้ว่าจะต้องใช้จ่ายเงินถึงหนึ่งร้อยก้วน จนทำให้เฉินหยางรู้สึกปวดใจอยู่บ้าง
ทว่านี่ก็คือส่วนหนึ่งของต้นทุนในการทำธุรกิจ
เหมือนกับในยุคหลังที่มีสูตรผสมและพิมพ์เขียวดีๆ บางอย่าง ซึ่งจำเป็นต้องใช้จ่ายเงินจำนวนมหาศาลเพื่อซื้อมันมาอย่างไรอย่างนั้น
[กระบวนการปลดล็อกเมนูอาหารใหม่เริ่มทำงาน……]
[หักค่าความมั่งคั่ง 100,000 หน่วยสำเร็จ]
[แลกเปลี่ยนเมนูอาหารใหม่สำเร็จ]
[ได้รับเมนูอาหารใหม่ มะเขือเทศผัดไข่]
ในหัวของเฉินหยางก็มีกระแสข้อมูลหลั่งไหลเข้ามาในทันที
นั่นคือวิธีการทำมะเขือเทศผัดไข่
อีกทั้งยังมีสรรพคุณต่างๆ ของมะเขือเทศผัดไข่ ล้วนถูกถ่ายทอดเข้ามาในหัวของเฉินหยางจนหมดสิ้นเช่นกัน
เฉินหยางนึกไม่ถึงเลยจริงๆ ว่า อาหารง่ายๆ อย่างมะเขือเทศผัดไข่จานหนึ่ง กลับมีเคล็ดลับมากมายถึงเพียงนี้
ยิ่งเป็นเมนูอาหารที่เรียบง่ายมากเท่าใด การจะทำให้ออกมาดีก็ยิ่งยากมากขึ้นเท่านั้น
มะเขือเทศผัดไข่เองก็เป็นเช่นนี้เหมือนกัน
เฉินหยางเข้าไปดูในห้องครัวด้านหลัง มะเขือเทศที่ซื้อกลับมาเมื่อหลายวันก่อน ตอนนี้ส่วนใหญ่ล้วนเปลี่ยนเป็นสีแดงแล้ว เฉินหยางเลือกมะเขือเทศมาสองลูก แล้วหยิบไข่ไก่อีกสามฟอง เตรียมจะลองแสดงฝีมือสักหน่อย
จังหวะนั้นเอง อ้ายเยว่หลานก็เดินเข้ามา
"ท่านพี่ นี่จะทำสิ่งใดหรือเจ้าคะ?"
อ้ายเยว่หลานกะพริบตาปริบๆ มองดูมะเขือเทศที่วางอยู่บนเขียงด้วยความสงสัยใคร่รู้เต็มเปี่ยม
จ้าวต้าเฉียงและลูกจ้างคนอื่นๆ ก็มักจะเหลือบสายตามามองอยู่เป็นระยะๆ เช่นกัน
หากไม่ใช่เพราะในมือยังมีงานต้องทำ พวกเขาคงพากันมามุงดูตั้งนานแล้ว
เฉินหยางเริ่มลงมือทำ
เพียงชั่วพริบตาเดียว ก็นำมะเขือเทศลูกใหญ่สองลูกหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ จนเสร็จ
แล้วหาชามมาหนึ่งใบ ตอกไข่ไก่ทั้งสามฟองลงไป ตีไข่ขาวและไข่แดงจนเข้ากัน
ขั้นตอนการทำเหล่านี้ดูเหมือนจะง่ายดายมาก
ทว่าทักษะการใช้มีดและฝีมือการทำ ทุกขั้นทุกตอนล้วนสะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างพ่อครัวด้วยกันเอง
ตั้งกระทะใส่น้ำมัน ปริมาณน้ำมันไม่มากนัก
ผัดจนส่งกลิ่นหอม
นำไข่ไก่และมะเขือเทศลงไปผัดจนสุกทีละอย่าง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งมะเขือเทศ ต้องผัดจนน้ำมะเขือเทศไหลออกมา
เมื่อนำมะเขือเทศและไข่ไก่ลงไปผัดในกระทะพร้อมกัน กลิ่นหอมก็ปะทุออกมาในทันที
โรยน้ำตาลอ้อย เกลือ แล้วผัดให้เข้ากันอีกครั้ง
แม่เจ้าโว้ย กลิ่นหอมเกิดการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง หอมจนฉุดไม่อยู่แล้ว
ในที่สุดพวกลูกจ้างในห้องครัวด้านหลังก็พากันมามุงดู
กระทั่งลูกจ้างในโถงด้านหน้าพอจัดการงานในมือเสร็จ ก็ยังพากันวิ่งมาที่หน้าประตูห้องครัว ชะเง้อคอมองเข้ามาด้านใน
อ้ายเยว่หลานอยู่ใกล้ที่สุด นางสูดดมกลิ่นหอมของอาหารไปพลาง จ้องมองวัตถุดิบที่กำลังถูกพลิกผัดอยู่ในกระทะไปพลาง
สีแดงและสีเหลืองกลิ้งเกลือกคลุกเคล้าเข้าด้วยกัน ดูราวกับบุปผาบางชนิด ช่างงดงามแปลกตายิ่งนัก
ในที่สุด ก็ตักขึ้นจากกระทะได้เสียที
อ้ายเยว่หลานพบว่าน้ำลายของตนแทบจะหยดลงมาแล้ว จึงรีบยกมือขึ้นเช็ดลวกๆ
ทว่าพวกของจ้าวต้าเฉียงกลับไม่คิดจะปกปิดแม้แต่น้อย มุมปากล้วนเปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำลาย
เฉินหยางหยิบตะเกียบขึ้นมา คีบไข่ชิ้นหนึ่ง ตามด้วยมะเขือเทศอีกชิ้น ส่งเข้าปากไปพร้อมกัน อืม... อร่อยจริงๆ
ตั้งแต่เฉินหยางทะลุมิติมา เขาก็ไม่ได้ลิ้มรสมะเขือเทศผัดไข่อีกเลย
อีกทั้งจานที่ผัดออกมาในยามนี้ ก็อร่อยล้ำกว่าที่เคยลิ้มลองในอดีตอย่างแท้จริง
รสชาติช่างมีมิติซับซ้อน ไม่เค็มจนเกินไป และหวานปะแล่มๆ
ไม่ต้องกินคู่กับอาหารหลักก็สามารถคีบกินเล่นได้เลย
เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าเด็กหรือผู้เฒ่าล้วนต้องถูกปาก
ไม่เลวเลย มะเขือเทศผัดไข่จานนี้จะต้องขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่าอย่างแน่นอน
เฉินหยางวางตะเกียบลงแล้วเอ่ย "พวกเจ้าก็ลองชิมดูสิ"
ทันทีที่เฉินหยางก้าวเท้าออกจากห้องครัว เหล่าลูกจ้างในร้านก็พากันคลุ้มคลั่งขึ้นมาทันที
ยกเว้นอ้ายเยว่หลานแล้ว คนอื่นๆ ถึงกับไม่ใช้ตะเกียบ ต่างพากันใช้มือหยิบเข้าปากโดยตรง
จากนั้น เสียงอุทานด้วยความชื่นชมก็ดังกึกก้องออกมาจากห้องครัว
"สวรรค์! นี่มันคือสิ่งใดกัน!? อร่อยเกินไปแล้ว!"
"หลิวซาน เจ้าอย่ากินเยอะนักสิ เหลือให้คนอื่นบ้าง!"
"ใช่แล้ว เจ้ากินไปตั้งหลายชิ้นแล้วนะ!"
"ข้าเพิ่งจะได้กินไปคำเดียวเอง ขอข้ากินอีกคำเถอะ!"
"นี่มันผัดมาจากสิ่งใดกัน? แต่ก่อนข้าไม่เคยพบเห็นมาก่อนเลย!"
"นั่นเป็นเพราะเจ้าหูตาคับแคบต่างหาก ข้าจะบอกให้ สิ่งนี้เรียกว่า 'มะเขือเทศ' "
"มะเขือเทศรึ? ของสิ่งนี้ข้ารู้จัก แต่มันไม่ได้เอาไว้กินดิบๆ หรอกหรือ?"
เฉินหยางพึงพอใจกับปฏิกิริยาของลูกจ้างในร้านเหล่านี้ยิ่งนัก
ดูจะรุนแรงกว่าตอนที่ 'ผัดเปรี้ยวหวานผักกาดขาว' เพิ่งทำออกมาใหม่ๆ เสียอีก
วันรุ่งขึ้น เฉินหยางก็ให้คนนำ 'มะเขือเทศผัดไข่' เพิ่มเข้าไปในรายการอาหาร
ราคาถูกตั้งไว้ค่อนข้างสูงทีเดียว จานละห้าสิบอีแปะ
ราคานี้ถึงขั้นแพงกว่าเมนูเนื้อสัตว์ส่วนใหญ่เสียอีก
ทว่าราคานี้ก็นับว่าสมเหตุสมผลยิ่งนัก
ท้ายที่สุดแล้วยามนี้มะเขือเทศมีราคาแพง ซ้ำปริมาณที่รับเข้ามาในแต่ละครั้งก็ไม่มากนัก
แต่เฉินหยางก็ไม่ได้กังวลเลยว่าจะขายไม่ออก
รสชาติของมะเขือเทศผัดไข่นั้น สำหรับในยุคสมัยนี้ เรียกได้ว่าอร่อยล้ำเหนือชั้นจนไร้คู่ต่อกรอย่างสิ้นเชิง
ขอเพียงมีคนยอมสั่ง รสชาติความอร่อยของอาหารจานนี้ก็จะถูกบอกต่อแบบปากต่อปากอย่างรวดเร็ว
ในขณะเดียวกัน ณ ตำหนักตงกง (ตำหนักบูรพา) แห่งวังหลวง
องค์รัชทายาทจูเปียวกำลังทอดพระเนตรฎีกา
ฎีกาเหล่านี้ล้วนถูกรวบรวมมาจากทั่วทุกสารทิศของแผ่นดินต้าหมิง
ฮ่องเต้จูหยวนจางผู้ครองแผ่นดินองค์ปัจจุบัน จำต้องทอดพระเนตรก่อนหนึ่งรอบ ฎีกาฉบับใดที่ทรงเห็นว่าสำคัญก็จะทรงเก็บไว้ตัดสินพระทัยเอง ส่วนที่เหลือก็จะถูกส่งมายังตำหนักตงกง เพื่อให้รัชทายาทเป็นผู้จัดการ ดังนั้นช่วงนี้จูเปียวจึงทรงงานหนักมาก บางคราวถึงขั้นต้องอดหลับอดนอนตลอดทั้งคืน
วันนี้จูเปียวทรงรู้สึกกระวนกระวายพระทัย สภาพจิตใจยามทอดพระเนตรฎีกาจึงไม่ค่อยสู้ดีนัก
ขันทีร่างท้วมที่อยู่ข้างกายรัชทายาทเอ่ยถามขึ้น "เตี้ยนเซี่ย (ฝ่าบาท) พระองค์ทรงรู้สึกไม่สบายพระวรกายตรงที่ใดหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ? ให้บ่าวไปตามหมอหลวงมาตรวจดูสักหน่อยดีหรือไม่?"
จูเปียวทรงสั่นพระเศียร
พระองค์มิได้ทรงประชวรแต่อย่างใด เพียงแต่ทรงอยากเสวยของอร่อยขึ้นมาเท่านั้น
จูเปียวทรงตัดสินพระทัยได้ จึงทรงตวัดพู่กันเขียนข้อความลงบนกระดาษแผ่นน้อย
จากนั้นก็ทรงรับสั่งกับขันทีร่างท้วมอยู่ครู่หนึ่ง
ขันทีร่างท้วมผู้นี้ก็นับว่าฉลาดหลักแหลม ในที่สุดก็เข้าใจพระประสงค์
เขาจำต้องไปหาคนที่ไว้ใจได้สักคน เพื่อให้คนผู้นี้ออกไปนอกวังหลวง แล้วตามหาคนที่สวม 'เสื้อกั๊กสีฟ้า' จากนั้นค่อยส่งมอบกระดาษแผ่นนี้ให้อีกฝ่าย
และกำชับว่าให้คนผู้นั้นอย่าเพิ่งกลับมา แต่ให้รออยู่ตรงประตูวัง รอจนกว่าคนสวมเสื้อกั๊กสีฟ้าจะนำของมาส่งเสียก่อน