spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
| *ตั้งค่าถาวร (คลิกตั้งค่าถาวร) |
บทที่ 75 มอบน้ำหอมให้สวีเมี่ยวอวิ๋น
เวลานี้ สวีเมี่ยวอวิ๋นพอเห็นเฉินหยางเดินเข้ามา ก็รู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก
เฉินหยางย่อมต้องตกตะลึงไปเช่นกัน
เขาเพิ่งจะอ้าปากเตรียมทักทายสวีเมี่ยวอวิ๋น ทว่ากลับต้องกลืนคำพูดนั้นลงคอไป
สวีเมี่ยวอวิ๋นอยู่ข้างนอก คงไม่อยากเปิดเผยฐานะของตนเองกระมัง
เวลานี้ เฉินหยางปรายตามองมะเขือเทศที่วางอยู่แวบหนึ่ง แล้วเอ่ยว่า “เจ้านี่น่ะ ไม่ใช่ของจากหนานหยางจริง ๆ หรอก”
จูตี้ถึงกับชะงักงันไป
“ไม่ใช่ของหนานหยางรึ ? เช่นนั้นมาจากที่ใดกัน ? ”
เฉินหยางหยิบมะเขือเทศขึ้นมาหนึ่งลูก แล้วเอ่ยตอบ “เจ้านี่เรียกว่ามะเขือเทศ จริง ๆ ถิ่นกำเนิดของมันคือทวีปอเมริกาใต้”
จูตี้พอได้ฟังก็ชะงักไปเล็กน้อย ขบคิดอยู่นานถึงเพิ่งจะเข้าใจความหมายของคำว่า ‘ถิ่นกำเนิด’
“ทวีปอเมริกาใต้รึ ? นั่นมันคือสถานที่แห่งใดกัน ? ”
เฉินหยางกล่าวว่า “เป็นสถานที่ที่อยู่ไกลกว่าหนานหยางมากนัก”
จูตี้พอได้ฟัง ก็เกิดความสนใจใคร่รู้ขึ้นมาทันที “เจ้ารู้ได้อย่างไร ? หรือว่าเจ้าเคยไปมางั้นรึ ? ”
สวีเมี่ยวอวิ๋นก็กะพริบตาปริบ ๆ ดูเหมือนจะรู้สึกสงสัยใคร่รู้เช่นกัน
เฉินหยางโบกมือปัด “เรื่องนั้นไม่สำคัญหรอก มะเขือเทศนี้สามารถกินดิบได้ และยังสามารถนำไปทำอาหารหรือต้มน้ำแกงได้อีกด้วย”
จูตี้ถึงกับชะงักงันไป เขาไม่รู้จริง ๆ ว่าเจ้านี่จะสามารถนำไปทำอาหารได้ด้วย
“นำไปทำอาหารหรือต้มน้ำแกงรึ ? มันจะอร่อยได้หรือ ? ”
เฉินหยางยิ้มแย้มพลางเอ่ย “นี่คือวัตถุดิบชั้นดีเลยนะ”
เวลานี้ เฉินหยางก็เริ่มพูดคุยกับเจ้าของแผงลอย และเอ่ยถามไปสองสามคำถาม
ยกตัวอย่างเช่นมะเขือเทศนี้ปลูกที่ใด ?
ใช้เวลาขนส่งมาที่นี่บ่อยแค่ไหน ?
ปริมาณที่ขนส่งมามีมากน้อยเพียงใด ?
เวลานี้ จูตี้ถึงเพิ่งจะกระจ่างแจ้งแก่ใจ
“ที่แท้เจ้าก็เป็นพ่อครัวนี่เองรึ ? ”
ในน้ำเสียงของจูตี้ แฝงแววดูถูกเหยียดหยามอยู่บ้างไม่มากก็น้อย
แน่นอนว่า ในยุคสมัยนี้ การดูถูกเหยียดหยามเช่นนี้ถือเป็นเรื่องปกติมาก
ถึงอย่างไรเขาก็เป็นองค์ชาย อีกทั้งยังเป็นองค์ชายที่คิดว่าตนเองมีความสามารถมาก และไม่ยอมอยู่เฉย ๆ อย่างโดดเดี่ยว
ยิ่งไปกว่านั้นในยุคโบราณ ทุกสิ่งล้วนต่ำต้อย มีเพียงการศึกษาเท่านั้นที่สูงส่ง
ทว่าสวีเมี่ยวอวิ๋นกลับรู้สึกต่อต้านท่าทีของจูตี้อยู่ภายในใจ
เดิมทีนางคิดว่าเฉินหยางคงจะรู้สึกกระอักกระอ่วนใจมาก
ใครจะรู้ว่าเฉินหยางกลับคลี่ยิ้มออกมาอย่างไม่ใส่ใจ “ใช่ ข้าคือพ่อครัว”
จูตี้กลับเป็นฝ่ายชะงักไป รู้สึกว่าอีกฝ่ายเป็นคนแปลกประหลาดเสียจริง
“เป็นพ่อครัวคนหนึ่งแต่กลับมีความรู้มากมายถึงเพียงนี้ก็นับว่าหาได้ยากยิ่งนัก เพียงแต่ไม่รู้ว่าพูดจาเหลวไหลเรื่อยเปื่อยหรือไม่ ทวีปอเมริกาใต้อันใดกัน ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย”
เฉินหยางปรายตามองจูตี้แวบหนึ่ง
แม้จะไม่รู้ว่าสหายผู้นี้คือใคร ทว่าเมื่อดูจากการแต่งกายของเขา อย่างน้อยก็ต้องเป็นลูกหลานตระกูลเศรษฐีมีเงิน สำหรับบุคคลเช่นนี้ เฉินหยางยังคงไม่อาจเมินเฉยไม่สนใจได้
หากล่วงเกินคนเช่นนี้ไป ย่อมได้ไม่คุ้มเสีย ไม่แน่ว่าอาจจะนำภัยถึงแก่ชีวิตมาสู่ตนได้
เฉินหยางกล่าวว่า “หากคุณชายท่านนี้ไม่เชื่อ ก็สามารถโดยสารเรือลำใหญ่มุ่งหน้าลงไปทางใต้อย่างเดียว ผ่านหนานหยาง แล้วมุ่งหน้าลงใต้ต่อไปเรื่อย ๆ ก็จะสามารถพบเจอทวีปแห่งหนึ่งได้”
“หืม ? มุ่งหน้าลงใต้อย่างเดียวงั้นรึ ? ”
เฉินหยางพยักหน้ารับ และกล่าวต่อไปว่า “ทวีปแห่งนั้นเรียกว่าอเมริกา แบ่งออกเป็นสองแผ่นดินใหญ่ ทางเหนือเรียกว่าทวีปอเมริกาเหนือ ทางใต้เรียกว่าทวีปอเมริกาใต้”
คำกล่าวอ้างของเฉินหยาง ทำเอาจูตี้ถึงกับฟังจนงุนงงไปหมด
แม่เจ้าโว้ย ฝีปากช่างลื่นไหลเสียจริง พูดเสียจนดูเหมือนเป็นเรื่องจริงอย่างไรอย่างนั้น
อย่าว่าแต่จูตี้เลย กระทั่งสวีเมี่ยวอวิ๋นและเสี่ยวชุ่ยยังมองหน้ากันไปมาเลิ่กลั่ก ไม่รู้ว่าสิ่งที่เฉินหยางพูดนั้นเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องเท็จกันแน่
ตอนนี้คือรัชศกหงอู่แห่งต้าหมิง หากจะกล่าวถึงเรื่องที่เจิ้งเหอออกเดินทางไปมหาสมุทรตะวันตกก็ยังคงต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง
ช่วงเวลาที่เจิ้งเหอเดินทางไปมหาสมุทรตะวันตกนั้น คือช่วงรัชศกหย่งเล่อ ซึ่งก็คือช่วงที่จูตี้ขึ้นเป็นจักรพรรดินั่นเอง
หากเฉินหยางรู้ว่าคนที่อยู่ตรงหน้านี้ก็คือจูตี้ จะต้องคิดฟุ้งซ่านไปไกลอย่างแน่นอน
คงไม่ใช่เป็นเพราะการชี้แนะของเขาเฉินหยาง จูตี้ถึงได้ให้เจิ้งเหอทำเรื่องเช่นนี้หรอกนะ ?
ทว่าหากเป็นไปตามประวัติศาสตร์ปกติ เฉินหยางสมควรเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาทั่วไป
เขาสามารถหาเลี้ยงครอบครัวได้ก็ถือว่าดีมากแล้ว จะไปชี้แนะจูตี้ว่าต้องทำอย่างไรได้อย่างไรกันเล่า
เฉินหยางสอบถามทางฝั่งนี้เสร็จเรียบร้อย ก็เดินตรงไปข้างหน้า
สวีเมี่ยวอวิ๋นก็เดินตามไปอย่างไม่อาจควบคุมตนเองได้
จูตี้ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก็เดินตามไปเช่นกัน
สวีเมี่ยวอวิ๋นเอ่ยถามเสียงเบา “เถ้าแก่เฉิน เจ้ามาที่นี่บ่อยหรือ ? ”
เฉินหยางปรายตามองสวีเมี่ยวอวิ๋นแวบหนึ่ง “ก็ไม่ได้มาบ่อยนักหรอก ทว่าวันข้างหน้าคงจะมาบ่อยมาก ๆ แล้วล่ะ”
“มารับวัตถุดิบทำอาหารรึ ? ”
“ใช่ ข้าวของที่นี่ค่อนข้างครบครัน”
เวลานี้ ดวงตาของสวีเมี่ยวอวิ๋นพลันเป็นประกาย มองเห็นของแปลกใหม่เข้าแล้ว
ที่แท้บนแผงลอยแห่งหนึ่งมีขวดโหลวางเรียงรายอยู่จำนวนหนึ่ง มีสีสันหลากหลาย และมีขนาดเล็กกะทัดรัดเป็นอย่างยิ่ง
สวีเมี่ยวอวิ๋นในฐานะที่เป็นสตรี การจะชื่นชอบของพรรณนี้ถือเป็นเรื่องปกติมาก
เฉินหยางก็มองเห็นเช่นกัน จึงหยิบขึ้นมาหนึ่งขวด เปิดฝาออกแล้วลองดมดู
สวีเมี่ยวอวิ๋นเอ่ยถามด้วยความสงสัยใคร่รู้ “นี่คือสิ่งใดรึ?”
เฉินหยางกล่าวว่า “นี่คือน้ำหอม เป็นของเล่นจากฝั่งตะวันตก”
สวีเมี่ยวอวิ๋นก็หยิบขึ้นมาหนึ่งขวดเช่นกัน ลองดมดูสักหน่อย “หอมจัง มิน่าล่ะถึงเรียกว่าน้ำหอม เจ้านี่เอาไว้ทำสิ่งใดหรือ ? ”
“เจ้าไปถามเขา เขาจะไปรู้ได้อย่างไร ? ”
คำพูดนี้เป็นจูตี้ที่เอ่ยออกมา...
.....
จูตี้ในเวลานี้ก็อายุประมาณยี่สิบปี ยังคงมีนิสัยแบบเด็กหนุ่ม
เมื่อครู่นี้คล้ายกับจะเสียหน้าไปบ้าง จึงต้องหาทางกู้หน้ากลับคืนมา
เฉินหยางไม่ได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใด รอคอยให้จูตี้แสดงภูมิความรู้
จูตี้กล่าวว่า “ของสิ่งนี้ก็เหมือนกับชาดและแป้งประทินโฉม เป็นของที่สตรีใช้กัน”
สวีเมี่ยวอวิ๋นพยักหน้ารับ จูตี้สมควรจะพูดได้ถูกต้อง
ทว่าเฉินหยางกลับส่ายหน้า “พูดถูกเพียงครึ่งเดียว”
จูตี้ชะงักไปเล็กน้อย “ขอรับฟังคำชี้แนะ”
เฉินหยางกล่าวว่า “น้ำหอมนี้ บุรุษก็สามารถใช้ได้เช่นกัน”
จูตี้พอได้ฟัง ก็ถึงกับชะงักงัน
สวีเมี่ยวอวิ๋นก็เผยสีหน้างุนงงสับสนออกมาเช่นกัน
เฉินหยางรู้ว่าพวกเขาไม่เข้าใจ จึงเริ่มอธิบายให้ฟัง
“ชาวตะวันตก หรือก็คือพวกฝรั่งเหล่านั้นมีกลิ่นตัวแรง ต่อให้อาบน้ำทุกวันก็ล้างกลิ่นออกไม่หมด ดังนั้นจึงต้องใช้น้ำหอมที่มีกลิ่นแรงกว่ามาช่วยปกปิดสักหน่อย”
จูตี้ฟังจนเบลอไปเลย “หากเป็นไปตามที่เจ้าพูด เช่นนั้นมันก็ไม่ใช่ของดีอะไรน่ะสิ ? ”
“เป็นของดีสิ สตรีใช้สักหน่อยก็ดีเหมือนกัน”
เฉินหยางชูขวดน้ำหอมที่อยู่ในมือขึ้นมา เงยหน้าขึ้นถามพ่อค้าหาบเร่ “พี่ชาย น้ำหอมขวดนี้ขายอย่างไร ? ”
”หนึ่งร้อยยี่สิบเหวิน”
แม่เจ้าโว้ย สินค้านำเข้าไม่ถูกเลยจริง ๆ
เฉินหยางยังคงล้วงเงินออกมา แล้วยื่นส่งให้กับพ่อค้าหาบเร่
จากนั้น เฉินหยางก็นำน้ำหอมขวดนั้นส่งให้กับมือของสวีเมี่ยวอวิ๋น
“น้ำหอมขวดนี้กลิ่นหอมดี ข้ามอบให้เจ้าก็แล้วกัน”
“หืม ? มอบให้ข้ารึ ? ”
“ใช่ ดูเหมือนจะเป็นกลิ่นดอกเดซี่นะ”
อันที่จริงเฉินหยางก็พูดมั่วไปอย่างนั้นเอง
สรุปแล้วนี่คือน้ำหอมกลิ่นอันใด เขาก็ไม่รู้เช่นกัน
ทว่าน้ำหอมเหล่านี้ก็ไม่เลวเลยจริง ๆ ไม่ได้ใช้สารเคมีสังเคราะห์
ไม่ฉุนจมูก เป็นกลิ่นหอมอ่อน ๆ หอมมากจริง ๆ
ในจังหวะที่สวีเมี่ยวอวิ๋นกำลังเหม่อลอยอยู่นั้น เฉินหยางก็กระซิบเสียงเบา “คุณหนูใหญ่สวี ข้ายังมีธุระ ขอตัวกลับก่อนนะ”
สวีเมี่ยวอวิ๋นพยักหน้ารับ “ไปจัดการธุระเถอะ”
เมื่อมองดูแผ่นหลังอันสูงใหญ่ของเฉินหยาง สวีเมี่ยวอวิ๋นก็เหม่อลอยไปอีกครั้ง
จูตี้คล้ายกับว่าพูดอะไรบางอย่างออกมาอีก ทว่าสวีเมี่ยวอวิ๋นกลับไม่ได้ฟังเข้าหูเลยแม้แต่น้อย..