หน้าแรก > ยอดเชฟแห่งต้าหมิง: เปิดฉากมาก็พิชิตแม่นางสวีเมี่ยวอวิ๋น
บทที่ 74 ระหว่างสวีเมี่ยวอวิ๋นและจูตี้ มีคนป่วนเพิ่มเข้ามาอีกหนึ่งคน

spoilsoc.com

spoilsoc.com

spoilsoc.com

spoilsoc.com

spoilsoc.com

spoilsoc.com

spoilsoc.com

spoilsoc.com

*ตั้งค่าถาวร (คลิกตั้งค่าถาวร)

บทที่ 74 ระหว่างสวีเมี่ยวอวิ๋นและจูตี้ มีคนป่วนเพิ่มเข้ามาอีกหนึ่งคน 

 

องค์รัชทายาทจูเปียวทรงรู้สึกว่าพนักงานส่งอาหารนี่ค่อนข้างแปลกใหม่ เพียงแต่ทรงกังวลว่าจะหาได้ยาก

ทว่าเฉินหยางกลับกล่าวว่า ตอนนี้มีพนักงานส่งอาหารอยู่หลายสิบคน มีไม่น้อยเลยที่เคลื่อนไหวอยู่ในเขตเมืองชั้นใน

 

"องค์รัชทายาท ขอเพียงพระองค์ให้คนไปตามหาตามถนนสายหลัก ย่อมต้องหาพบอย่างแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ"

 

จูเปียวทรงพยักพระพักตร์ "ความคิดนี้ฟังดูไม่เลวเลย เจ้าเป็นคนคิดขึ้นมาเองรึ ? "

 

"เป็นผู้น้อยเองพ่ะย่ะค่ะ"

 

จูเปียวหันไปตรัสกับสวีต๋าว่า "คนผู้นี้ฉลาดปราดเปรื่องจริง ๆ ไม่เพียงแต่คิดหาวิธีการได้ ทว่ายังสามารถนำมาปฏิบัติจริงได้อีก ยิ่งนับว่าหาได้ยากยิ่งนัก"

สวีต๋าก็พยักหน้ารับเช่นกัน สวีต๋าออกรบทำศึกมาอย่างยาวนาน ย่อมรู้ดีว่าการจะลงมือปฏิบัติเรื่องใดเรื่องหนึ่งนั้นแท้จริงแล้วยากลำบากมาก ต่อให้เป็นในกองทัพ เหล่าขุนพลและทหารมากมายก็มักจะไม่ค่อยให้ความร่วมมือ

 

ส่วนเฉินหยางผู้นี้ อายุยังน้อย กลับมีสติปัญญาความสามารถถึงเพียงนี้ ทั้งยังมีความกล้าหาญและมีศักยภาพในการลงมือทำ นับว่าเป็นผู้มีความสามารถอย่างแท้จริง

จู่ ๆ สวีต๋าก็นึกขึ้นมาได้ว่า การที่สวีเมี่ยวอวิ๋นบุตรีคนโตของตนคอยปกป้องเฉินหยางถึงเพียงนี้ ก็คงจะเป็นเพราะรู้สึกว่าคนผู้นี้มีความสามารถมากกระมัง

 

การที่สามารถต้อนรับองค์รัชทายาทได้เป็นอย่างดีในครั้งนี้ จนไม่ปล่อยให้หูเหวยยงได้ใจ ความดีความชอบของเฉินหยางนั้นใหญ่หลวงมากจริง ๆ ไม่สิ ควรจะบอกว่าเป็นความดีความชอบของเฉินหยางทั้งหมดเลยถึงจะถูก

เฉินหยางจากไปแล้ว ทั้งสามคนก็ยังคงกินอาหารและพูดคุยกันต่อไป

เวลาล่วงเลยไปหนึ่งชั่วยาม องค์รัชทายาทจูเปียวยังไม่มีทีท่าว่าจะเสด็จกลับ ทรงสนทนากับสวีต๋าอย่างถูกคอเป็นอย่างยิ่ง

 

หูเหวยยงสอดคำพูดไม่ขึ้นเลย อยู่ต่อไปก็ไร้รสชาติ จึงขอตัวลากลับไปก่อน

หลังจากนั้นจูเปียวก็ประทับอยู่ต่อไม่นานนัก ถึงอย่างไรพระองค์ก็ยังมีภารกิจบ้านเมืองรัดตัว จูเปียวทรงเอ่ยลาเว่ยกั๋วกงสวีต๋า

 

ก่อนจะเสด็จกลับ จูเปียวยังตรัสกับสวีต๋าอีกว่า "ขอบใจเว่ยกั๋วกงที่ต้อนรับเป็นอย่างดี วันนี้เปิ่นหวังไม่ได้มาเสียเที่ยวจริง ๆ "

 

สวีต๋ากล่าวจากใจจริงว่า "ขอเพียงองค์รัชทายาททรงพระประสงค์ กระหม่อมก็พร้อมจะปัดกวาดที่นั่งรอต้อนรับอยู่เสมอพ่ะย่ะค่ะ"

 

จูเปียวทรงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตรัสอีกว่า "จริงสิ วันหลังเปิ่นหวังคงต้องให้คนไปตามหาพนักงานส่งอาหารมาลองดูจริง ๆ เสียแล้ว"

ตรัสจบ จูเปียวก็เสด็จขึ้นรถม้า แล้วมุ่งหน้ากลับสู่พระราชวัง

 

สวีต๋าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง คิดในใจว่าพอผ่านการบอกเล่าของเฉินหยางเช่นนี้ ก็รู้สึกว่าตนเองก็มีความจำเป็นต้องลองดูสักหน่อยเช่นกัน แค่กินอาหาร ก็ยังมีคนมาส่งให้ถึงที่ ลองคิดดูก็รู้สึกว่าสะดวกสบายดีไม่น้อย

หลังจากส่งองค์รัชทายาทจูเปียวกลับไปแล้ว สวีต๋าก็เรียกคนเข้ามา เพื่อให้นำของไปมอบให้กับเฉินหยาง

 

เวลานี้ เฉินหยางเพิ่งจะกลับมาถึงหอเลิศรสขจรขจาย คนของจวนเว่ยกั๋วกงก็ขี่ม้าเร็วตามมาถึงพอดี

อีกฝ่ายมอบตั๋วเงินให้เฉินหยางหนึ่งใบ เฉินหยางก้มหน้าลงมองดู ก็ถึงกับสะดุ้งตกใจ ตั๋วเงินมูลค่าห้าสิบตำลึง

แม่เจ้าโว้ย สมกับที่เป็นเว่ยกั๋วกงสวีต๋าจริง ๆ ลงมือแต่ละทีช่างใจกว้างและมือเติบยิ่งนัก การไปเยือนในครั้งนี้ช่างคุ้มค่าจริง ๆ แน่นอนว่า สวีต๋าที่เชิญเฉินหยางไปช่วยทำอาหาร ย่อมรู้สึกคุ้มค่ายิ่งกว่า นี่คือผลลัพธ์ที่ทุกฝ่ายล้วนยินดีปรีดา

 

เฉินหยางรู้สึกเหนื่อยล้าแล้ว พอไปตรวจดูสถานการณ์ในห้องครัวด้านหลัง ก็พบว่าไม่มีปัญหาอันใด จึงกลับไปยังที่พัก

วันรุ่งขึ้น เฉินหยางก็เดินทางไปยังท่าเรือตงซิงอีกครั้ง วันนี้เขามีภารกิจสองอย่าง

 

ภารกิจแรกคือต้องสำรวจช่องทางการรับซื้อมะเขือเทศอีกสักหน่อย หากตนเองต้องการจะทำมะเขือเทศผัดไข่ ปริมาณความต้องการย่อมต้องมหาศาลอย่างแน่นอน จะต้องรับประกันการจัดหาวัตถุดิบอย่างมะเขือเทศชนิดนี้ให้ได้

ภารกิจที่สอง ก็คือไปเดินดูว่ายังมีวัตถุดิบสดใหม่ชนิดอื่นอีกหรือไม่ เผื่อจะสามารถกระตุ้นระบบได้

 

ในขณะเดียวกัน ณ จวนเว่ยกั๋วกง สวีเมี่ยวอวิ๋นกำลังจะออกจากเรือน

สวีเมี่ยวจิ่นวิ่งเข้ามาถาม “ท่านพี่ ท่านจะไปที่ใดหรือ ? ”

 

“ไปท่าเรือน่ะ”

 

สวีเมี่ยวจิ่นตาเป็นประกายทันที “ไปเที่ยวหรือ ? ”

 

สวีเมี่ยวอวิ๋นถลึงตาใส่น้องสาวไปหนึ่งที “ไปจัดการธุระ”

 

สวีเมี่ยวจิ่นแลบลิ้น แล้ววิ่งหนีไป สวีเมี่ยวอวิ๋นถอนหายใจออกมา คิดในใจว่าเมี่ยวจิ่นเด็กคนนี้วันๆ เอาแต่คิดจะเล่นสนุก เมื่อใดถึงจะรู้จักโตเสียที ?

อันที่จริงด้วยอายุของสวีเมี่ยวอวิ๋นและสวีเมี่ยวจิ่นในเวลานี้ หากไปอยู่ในยุคหลัง ก็ล้วนเป็นเพียงเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ เป็นเพียงเด็กสาววัยแรกรุ่นอย่างแท้จริง เพียงแต่สวีเมี่ยวอวิ๋นต้องเป็นผู้ดูแลจัดการเรื่องในบ้านตั้งแต่ยังเด็ก ดังนั้นถึงได้มีความเป็นผู้ใหญ่และหนักแน่นมั่นคงเกินวัยเช่นนี้

 

สวีเมี่ยวอวิ๋นและเสี่ยวชุ่ยขึ้นรถม้า ครั้งนี้พวกนางจะไปที่ท่าเรือตงซิง

จวนเว่ยกั๋วกงนั้นมีกิจการอยู่ไม่น้อยเลย บางครั้งก็มีความจำเป็นต้องไปรับของที่ท่าเรือ สินค้าสำคัญบางอย่าง สวีเมี่ยวอวิ๋นจำเป็นต้องไปจับตาดูด้วยตนเอง

 

เมื่อไปถึงท่าเรือตงซิง สวีเมี่ยวอวิ๋นก็หาเรือพาณิชย์ของตระกูลตนเองพบอย่างรวดเร็ว หลังจากจับตาดูการขนถ่ายสินค้าอยู่ครู่หนึ่ง ก็รู้สึกว่าไม่มีปัญหาใหญ่อันใด

สวีเมี่ยวอวิ๋นไม่มีธุระอะไรแล้ว จึงคิดอยากจะไปเดินเล่นที่ตลาดของท่าเรือตงซิงสักรอบ

 

แน่นอนว่า สวีเมี่ยวอวิ๋นสวมหมวกผ้าคลุมหน้าปิดบังใบหน้าเอาไว้ นอกจากเสี่ยวชุ่ยสาวใช้คนสนิทที่คอยติดตามแล้ว ก็ยังมีองครักษ์อีกสองคนคอยติดตามมาด้วย ดังนั้นจึงไม่ต้องกังวลว่าสวีเมี่ยวอวิ๋นจะได้รับอันตรายใด ๆ

จังหวะนั้นเอง สวีเมี่ยวอวิ๋นก็มองเห็นคนขายผักที่สดใหม่มาก ๆ จะว่าไปก็แปลกดีเหมือนกัน นับตั้งแต่ได้รู้จักกับเถ้าแก่เฉินหยาง และได้ลิ้มรสอาหารเลิศรสที่เขาทำแล้ว สวีเมี่ยวอวิ๋นก็เริ่มมีความสนใจในวัตถุดิบทำอาหารขึ้นมาบ้าง

 

“นี่คือสิ่งใดรึ ? ” พูดไปพลาง สวีเมี่ยวอวิ๋นก็ชี้ไปที่ของกองเล็ก ๆ ที่วางเรียงรายอยู่

สิ่งนั้นมีลักษณะโดยรวมเป็นทรงกลม สีแดงสลับเขียว ดูไปแล้วคล้ายกับผลไม้ชนิดหนึ่ง

 

พ่อค้าหาบเร่ยังไม่ทันได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใด ด้านหลังกลับมีน้ำเสียงหนึ่งตอบขึ้นมาก่อน “นั่นคือมะเขือเทศ เผยแพร่มาจากทางหนานหยาง”

 

สวีเมี่ยวอวิ๋นหันกลับไปมอง ก็พบว่าเป็นคุณชายหนุ่มผู้หนึ่ง คุณชายผู้นั้นแม้จะจงใจทำตัวเรียบง่าย ทว่าก็ยังคงสวมใส่เสื้อผ้าอาภรณ์หรูหรา และมีหยกประดับแขวนไว้ที่เอว เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไป

สวีเมี่ยวอวิ๋นมองคุณชายผู้นี้รู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาอยู่บ้าง เวลานี้ เสี่ยวชุ่ยก็กระซิบเสียงเบา “คุณหนูใหญ่เจ้าคะ นั่นคือองค์ชาย... สี่ องค์ชายสี่เจ้าค่ะ”

สวีเมี่ยวอวิ๋นพยักหน้ารับ ไม่ผิดแน่ นั่นก็คือองค์ชายสี่ จูตี้

 

จูตี้มีนิสัยรักสนุก วันนี้จึงแอบหนีออกจากวังหลวง มาเดินเตร็ดเตร่ที่ท่าเรือตงซิง องค์ชายสี่ผู้นี้ในยามนี้มักจะมีความอยากรู้อยากเห็นในทุก ๆ เรื่อง เมื่อได้พบเห็นสิ่งแปลกใหม่ ก็อยากจะสืบเสาะค้นหาความจริงสักหน่อย

ยกตัวอย่างเช่น พอเห็นพ่อค้าหาบเร่ขายวัตถุดิบที่ไม่เคยเห็นในยามปกติ ก็จะเข้าไปพูดคุยด้วยสักสองสามประโยค

 

สวีเมี่ยวอวิ๋นเคยเห็นจูตี้แต่ไกล ดังนั้นจึงจำได้ ส่วนจูตี้นั้นไม่เคยพบหน้าสวีเมี่ยวอวิ๋น จึงไม่รู้เลยว่าแม่นางที่สวมหมวกผ้าคลุมหน้าปิดบังใบหน้าผู้นี้ ก็คือ 'หนี่จูเซิง' ผู้เลื่องชื่อในตำนาน บุตรีของเว่ยกั๋วกงสวีต๋า

 

อันที่จริงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย ทว่ากลับมีผลกระทบต่อประวัติศาสตร์อย่างลึกซึ้ง สวีเมี่ยวอวิ๋นในยามนี้เพียงแค่รู้สึกสงสัยใคร่รู้ในตัวจูตี้เท่านั้น ทว่าการได้สัมผัสพูดคุยกันในวันนี้ กลับทำให้จูตี้มีพื้นที่ในใจของสวีเมี่ยวอวิ๋นขึ้นมาได้

 

ภายหลังตอนที่จักรพรรดิจูหยวนจางต้องการให้องค์ชายสี่อภิเษกสมรสกับสวีเมี่ยวอวิ๋น ต้องผ่านความยากลำบากต่าง ๆ นานา จนงานแต่งงานแทบจะล่มอยู่แล้ว ก็ยังคงเป็นสวีเมี่ยวอวิ๋นที่ยืนกรานอย่างหนักแน่นว่าจะแต่งให้ได้ ทั้งสองคนถึงได้ตบแต่งกันในที่สุด

 

“มะเขือเทศรึ ? มาจากหนานหยางงั้นหรือ ? ”

 

จูตี้พยักหน้ารับ “ไม่เคยเห็นล่ะสิ เจ้านี่สามารถกินได้นะ เปรี้ยว ๆ หวาน ๆ รสชาติใช้ได้ทีเดียว”

สวีเมี่ยวอวิ๋นเพิ่งจะอ้าปากเตรียมเอ่ย ทว่ากลับเห็นคนอีกผู้หนึ่งเดินเข้ามา คนผู้นั้น นางก็รู้จักเช่นกัน นั่นก็คือเฉินหยางนั่นเอง

 

ในหน้าประวัติศาสตร์เดิมนั้น ย่อมไม่มีคนที่ชื่อเฉินหยางเข้ามาสอดแทรกวงสนทนาของสวีเมี่ยวอวิ๋นและจูตี้อย่างแน่นอน แต่วันนี้ คงจะต้องมีข้อยกเว้นเสียแล้ว

Copyright © 2019 spoilsoc.com All rights reserved.