spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
| *ตั้งค่าถาวร (คลิกตั้งค่าถาวร) |
บทที่ 69 ความอยากอาหารขององค์รัชทายาทจูเปียว ผู้ใดเข้าใจดีที่สุด ?
ในขณะเดียวกัน เฉินหยางกำลังว่างพอดี
เพิ่งจะนั่งลงในห้องส่วนตัวบนชั้นสองเพื่อดื่มชาสักสองสามจอก
อ้ายเยว่หลานกลับวิ่งขึ้นมาเรียกเขา
เฉินหยางเดินลงมาดู ก็พบว่าเป็นชายฉกรรจ์สองคน
คนหนึ่งชื่อว่าจางหลง อีกคนหนึ่งชื่อว่าจ้าวหู่
พวกเขาคือองครักษ์คนสนิทของสวีต๋า
จางหลงพอเล่าเรื่องราวออกมา ก็ทำเอาเฉินหยางถึงกับตกตะลึง
“อะไรนะ ? ใต้เท้าเว่ยกั๋วกงตามข้าไปทำอาหารงั้นรึ ? ”
จางหลงประสานมือคารวะเฉินหยาง “ขอเชิญเถ้าแก่เฉินไปสักรอบเถิด ใต้เท้าเว่ยกั๋วกงกล่าวไว้แล้ว ว่าจะมีรางวัลตอบแทนอย่างงามแน่นอน”
เฉินหยางพอได้ฟัง จะยังสามารถเอื้อนเอ่ยสิ่งใดได้อีกเล่า ?
เขาเป็นเพียงชาวบ้านตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง เว่ยกั๋วกงให้เขาไป เขาก็ไม่มีทางปฏิเสธได้อยู่แล้ว
อีกอย่าง อีกฝ่ายก็บอกแล้วว่าจะมีรางวัลตอบแทนอย่างงาม เช่นนั้นก็ย่อมต้องมีรางวัลตอบแทนอย่างงามแน่นอน
ยิ่งไปกว่านั้น เว่ยกั๋วกงสวีต๋าเป็นถึงบุคคลสำคัญ เป็นขุนนางผู้มีความดีความชอบในการสถาปนาประเทศ เฉินหยางก็ให้ความเคารพเลื่อมใสเขาเป็นอย่างมากเช่นกัน
ที่สำคัญไปกว่านั้น สวีต๋ายังเป็นบิดาแท้ ๆ ของสวีเมี่ยวอวิ๋นและสวีเมี่ยวจิ่นอีกด้วย
ไม่รู้ว่าเป็นสวีเมี่ยวอวิ๋นที่แนะนำเฉินหยางให้กับสวีต๋าหรือไม่ ถึงได้ให้คนมาตามตัวเช่นนี้
เฉินหยางย่อมไม่รู้หรอกว่า สวีต๋ามักจะแอบไปกินอาหารอร่อย ๆ ที่หอเลิศรสขจรขจายอยู่บ่อย ๆ
จางหลงและจ้าวหู่เตรียมรถม้าเอาไว้แล้ว เฉินหยางก็ไม่จำเป็นต้องพกพาสิ่งใดไปด้วย ขึ้นรถม้าแล้วก็ออกเดินทางได้เลย
รถม้าแล่นไปตามทางมุ่งหน้าสู่ชานเมืองฝั่งตะวันตกของเขตนอกเมือง
เฉินหยางแม้จะรู้สึกแปลกใจ ทว่าก็ไม่ได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกมา
ในขณะเดียวกัน สวีต๋าก็มาถึงที่เรือนแล้ว และได้พบหน้ากับจูเปียวและหูเหวยยงทั้งสองคน
องค์รัชทายาทจูเปียวในวันนี้ก็เดินทางมาแบบเรียบง่าย พาองครักษ์มาเพียงไม่กี่คน ทั้งยังล้วนสวมชุดลำลอง
หลังจากที่จูหยวนจางตียึดแผ่นดินมาได้ คนในครอบครัวก็ล้วนรักษาวิถีชีวิตที่เรียบง่าย การออกลาดตระเวนก็ไม่ได้วางมาดใหญ่โตอันใดนัก
องค์รัชทายาทอย่างจูเปียวผู้นี้ยิ่งมีความเที่ยงตรงยิ่งกว่าจูหยวนจางผู้เป็นบิดาเสียอีก เรียกได้ว่าเป็นองค์ชายที่ดีพร้อมทั้งคุณธรรมและความรู้ความสามารถเลยทีเดียว
อันที่จริงจูเปียวเพียงแค่อยากจะออกมาเดินเล่นพักผ่อนหย่อนใจ ทว่าหูเหวยยงบังเอิญไปรู้เข้าพอดี จึงร้องขอที่จะออกมาด้วยกัน
จูเปียวย่อมไม่กล้าปฏิเสธ
เวลานี้ ทั้งสามคนนั่งอยู่ในศาลาพักร้อนกลางลานเรือน ชมทิวทัศน์ไปพลาง จิบชาพูดคุยเรื่องสัพเพเหระไปพลาง จูเปียวเอ่ยชมการตกแต่งภายในลานเรือนแห่งนี้อย่างไม่ขาดปาก อารมณ์ค่อนข้างดีทีเดียว
สวีต๋าเอ่ยถาม “องค์รัชทายาท ทรงหิวหรือยังพ่ะย่ะค่ะ ? ”
จูเปียวโบกพระหัตถ์ “ไม่หิว สองสามวันนี้ เปิ่นหวังไม่ค่อยอยากอาหารนัก”
หูเหวยยงหัวเราะร่วนพลางเอ่ย “องค์รัชทายาท เว่ยกั๋วกง กระหม่อมรู้จักพ่อครัวใหญ่ของเหลาอาหารผู้หนึ่ง อาศัยอยู่แถว ๆ นี้พอดี สามารถให้เขามาทำอาหารรสอ่อน ๆ ให้พวกเราสักมื้อได้ จะได้ช่วยกระตุ้นความอยากอาหารให้องค์รัชทายาทด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
จูเปียวปรายพระเนตรมองหูเหวยยงแวบหนึ่ง กลับรู้สึกสนพระทัยขึ้นมาบ้างแล้ว
ไม่รู้ว่าเป็นอะไรไปในช่วงหลายวันที่ผ่านมา จูเปียวรู้สึกไม่มีอารมณ์อยากเสวยอาหารที่ห้องเครื่องของวังหลวงทำเลยแม้แต่น้อย อาจเป็นเพราะเสวยจนเบื่อแล้ว
อีกทั้งพระอามาสัย (กระเพาะอาหาร) ของพระองค์ก็ไม่ค่อยดีจริง ๆ รู้สึกแน่นท้องอยู่ตลอด
อย่างเช่นในตอนนี้ หากจะตรัสว่าหิว ก็ทรงหิวอยู่บ้างจริง ๆ แต่กลับเสวยอะไรไม่ลงเลย
บางทีพ่อครัวใหญ่ของเหลาอาหารในเขตนอกเมือง อาจจะสามารถทำเมนูอาหารบางอย่างที่พระองค์สามารถเสวยลงได้ออกมาก็เป็นได้
สวีต๋ามองหูเหวยยงแวบหนึ่ง คิดในใจว่าคนผู้นี้เตรียมตัวมาดีจริง ๆ ด้วย
หูเหวยยงผู้นี้เป็นคนมีชั้นเชิงแพรวพราว โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีความเชี่ยวชาญในการพลิกแพลงเรื่องราวในแวดวงขุนนาง
ตอนนี้อำนาจของเขาเริ่มใหญ่โตขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นสมาชิกหลักของกลุ่มขุนนางไหวซีไปแล้ว
นอกจากหลี่ซ่านฉางแล้ว ก็มีหูเหวยยงนี่แหละที่ร้ายกาจที่สุด
อีกทั้งหูเหวยยงยังเป็นพวกกดขี่ผู้น้อยประจบผู้ใหญ่ ขุนนางฝ่ายเป็นกลางไม่น้อยเลยที่ได้แต่โกรธแค้นเขาแต่ไม่กล้าเอื้อนเอ่ย
แม้สวีต๋าจะมีฐานะสูงส่งเป็นถึงกั๋วกง ทว่าเมื่อเผชิญหน้ากับหูเหวยยงก็ต้องระมัดระวังในการรับมือเช่นกัน
หูเหวยยงถึงขั้นเตรียมพ่อครัวใหญ่เอาไว้พร้อมแล้ว เห็นได้ชัดว่าต้องการจะแสดงฝีมือต่อหน้าองค์รัชทายาท
เช่นนี้ก็ยังสามารถถือโอกาสข่มสวีต๋าไปในตัวได้อีกด้วย
ช่างเป็นจิ้งจอกเฒ่าตัวร้ายจริง ๆ
เวลานี้ สวีต๋าหัวเราะร่วนพลางกล่าวว่า “ไม่ต้องรบกวนใต้เท้าหูแล้ว ข้าได้หาพ่อครัวฝีมือดีมาแล้ว”
หูเหวยยงชะงักไปเล็กน้อย “พ่อครัวฝีมือดีรึ ? ขอถามหน่อยว่าเว่ยกั๋วกงไปหามาจากที่ใดหรือ ? ”
สีหน้าของสวีต๋าออกจะดูหงุดหงิดอยู่บ้าง
องค์รัชทายาทปรายพระเนตรมองหูเหวยยงแวบหนึ่ง
คำพูดนี้มันยังไงกัน หูเหวยยงอย่างเจ้าสามารถหาพ่อครัวฝีมือดีมาได้ แล้วเหตุใดเว่ยกั๋วกงจะทำไม่ได้เล่า ?
หูเหวยยงเองก็รู้ตัวว่าพูดผิดไป
“ความหมายของข้าก็คือ เหลาอาหารใหญ่ ๆ ในนครหนานจิงแห่งนี้ข้าคุ้นเคยเป็นอย่างดี พ่อครัวใหญ่ที่มีชื่อเสียงข้าก็ล้วนรู้จัก ไม่ทราบว่าเว่ยกั๋วกงเชิญผู้ใดมารึ ? ”
สวีต๋าหัวเราะร่วนพลางกล่าวว่า “ใต้เท้าหู พ่อครัวใหญ่ท่านนี้ท่านย่อมไม่รู้จักอย่างแน่นอน เขาทำงานอยู่ในร้านอาหารแห่งหนึ่ง”
ร้านอาหารแห่งนั้นย่อมต้องเป็นหอเลิศรสขจรขจายอย่างแน่นอน
สวีต๋ายังไม่รู้เลยว่า พ่อครัวใหญ่ที่เขาเชิญมา อันที่จริงก็คือเถ้าแก่เฉินหยางแห่งหอเลิศรสขจรขจายนั่นเอง
เวลานี้ สวีต๋าจึงเริ่มโอ้อวดว่าฝีมือของพ่อครัวใหญ่ผู้นั้นอยู่ในระดับสูงเพียงใด และของที่ทำออกมานั้นอร่อยมากแค่ไหน
สวีต๋ากราบทูลกับจูเปียวว่า “องค์รัชทายาท พระองค์ทรงไม่รู้อะไร เขาถึงขั้นสามารถทำผักกาดขาวให้ออกมาเป็นอาหารรสเลิศในแดนดินได้เลยนะพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเพียงคนเดียวยังกินไปได้ถึงสองจานใหญ่ ๆ เลย ! ”
จูเปียวและหูเหวยยงเบิกตากว้าง
สวีต๋าสามารถกินผักกาดขาวได้ถึงสองจานใหญ่ ๆ เชียวหรือ ?
พูดล้อเล่นกันใช่หรือไม่ ?
สวีต๋าชอบกินเนื้อสัตว์ นั่นถือเป็นเรื่องที่เลื่องชื่อลือนามไปทั่ว
หูเหวยยงคิดเพียงว่าสวีต๋ากำลังพูดจาโอ้อวด จึงหัวเราะร่วนพลางเอ่ยว่า “เว่ยกั๋วกง คาดว่าผักกาดขาวนั่นคงจะนำไปตุ๋นรวมกับเนื้อห่านกระมัง ? ”
สวีต๋าชอบกินห่านตุ๋น เรื่องนี้ก็นับว่าไม่ใช่ความลับอันใด
สวีต๋าโบกมือปัด “นั่นจะเป็นไปได้อย่างไร”
จูเปียวกลับเริ่มรู้สึกสนพระทัยในตัวพ่อครัวใหญ่ผู้นั้นขึ้นมา
“เว่ยกั๋วกง หากพ่อครัวใหญ่ผู้นั้นมีความสามารถถึงเพียงนี้ เปิ่นหวังก็ชักอยากจะรู้จักเสียแล้ว”