spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
| *ตั้งค่าถาวร (คลิกตั้งค่าถาวร) |
บทที่ 68 คุณหนูใหญ่ สายตาของท่านช่างน่ากลัวเหลือเกิน
เสี่ยวชุ่ยอดไม่ได้ที่จะถามขึ้นว่า “นี่คือสิ่งใดหรือเจ้าคะ ? ”
เฉินหยางเอ่ยตอบ “นี่คือน้ำแกงซี่โครงหมูตุ๋นฟักเขียว ทั้งดับร้อนใน และยังบำรุงร่างกายอีกด้วย”
สวีเมี่ยวอวิ๋นกระซิบเสียงเบา “หอมจังเลย”
“ดมดูว่าหอมแล้ว ดื่มเข้าไปยิ่งหอมกว่าขอรับ”
พูดไปพลาง เฉินหยางก็ใช้ทัพพีตักน้ำแกงขึ้นมาหนึ่งถ้วย แล้วดันไปตรงหน้าของสวีเมี่ยวอวิ๋น
สวีเมี่ยวอวิ๋นดื่มเข้าไปหนึ่งคำ ก็สัมผัสได้ถึงกระแสความอบอุ่นสายหนึ่งไหลเวียนไปทั่วร่างในทันที
แขนขาและกระดูกทั่วร่าง ล้วนผ่อนคลายขยายออก
ปฏิกิริยาแรกของสวีเมี่ยวอวิ๋น นึกไม่ถึงว่าจะไม่ใช่ความรู้สึกที่ว่ารสชาติดี ทว่ากลับเป็นความรู้สึกถึงความสุขอย่างรุนแรงต่างหาก
นี่มันน้ำแกงถ้วยหนึ่งที่ไหนกัน นี่มันแหล่งกำเนิดของชีวิตชัด ๆ
ลำดับต่อมา สวีเมี่ยวอวิ๋นถึงเพิ่งจะสัมผัสได้ถึงรสชาติที่หอมหวาน
ความสดชื่นของฟักเขียว ความเข้มข้นของเนื้อ เมื่อผสมผสานกับน้ำลายในปาก ก็หลอมรวมเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ
ไม่มีรสชาติใดที่โดดเด่นจนแปลกแยกเลยแม้แต่น้อย
เข้มข้นมาก และนุ่มนวลมาก
สวีเมี่ยวอวิ๋นเมื่อก่อนนั้นไม่ชอบดื่มน้ำแกงเลย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำแกงเนื้อ น้ำแกงกระดูก
กลิ่นคาวนั่นทำให้สวีเมี่ยวอวิ๋นทนรับไม่ไหวจริง ๆ
ทว่าน้ำแกงซี่โครงหมูตุ๋นฟักเขียวถ้วยนี้ กลับสัมผัสไม่ได้ถึงกลิ่นคาวเลยแม้แต่น้อย
ไม่มีเลยแม้แต่นิดเดียว
เมื่อมองดูสีหน้าของสวีเมี่ยวอวิ๋น เฉินหยางก็รู้สึกว่าการใช้ยี่สิบก้วนแลกเปลี่ยนน้ำแกงซี่โครงหมูตุ๋นฟักเขียวมานั้นช่างคุ้มค่าเกินราคาจริง ๆ
เฉินหยางตักให้เสี่ยวชุ่ยอีกหนึ่งถ้วยด้วยเช่นกัน มิเช่นนั้นคอของเสี่ยวชุ่ยคงชะเง้อจนหดกลับไปไม่ได้แล้ว
สำหรับคุณหนูตระกูลสูงศักดิ์อย่างสวีเมี่ยวอวิ๋น สาวใช้ข้างกายก็ถือเป็นบุคคลสำคัญที่ต้องดูแลเป็นอย่างดีเช่นกัน
สวีเมี่ยวอวิ๋นเมื่ออยู่ที่ร้านของเฉินหยางก็ค่อย ๆ ปลดปล่อยความเป็นตัวเองออกมา เพียงไม่นานก็ดื่มน้ำแกงจนหมดถ้วย
เฉินหยางไม่มีปัญหา ตักน้ำแกงให้สวีเมี่ยวอวิ๋นอีกหนึ่งถ้วย
สวีเมี่ยวอวิ๋นนึกไม่ถึงว่าจะดื่มจนหมดเกลี้ยงเช่นกัน
รอจนกระทั่งสวีเมี่ยวอวิ๋นและเสี่ยวชุ่ยเดินออกมาจากร้านเจวี๋ยเว่ยเพียวเซียงก่วน หน้าท้องน้อย ๆ ล้วนป่องนูนออกมาทั้งคู่
เดินทางกลับจวน
บนรถม้า สวีเมี่ยวอวิ๋นดูเกียจคร้านและผ่อนคลายเป็นอย่างมาก ใบหน้าเล็ก ๆ แดงระเรื่อ แทบจะเอนตัวลงนอนอยู่แล้ว
เสี่ยวชุ่ยถึงกับตกตะลึงไปเลย
ตามปกติแล้วคุณหนูใหญ่ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด ไม่ว่าจะอยู่ตามลำพังหรือไม่ ล้วนแต่รักษากิริยามารยาทวางตัวสง่างามอยู่ตลอด
เคยเห็นคุณหนูใหญ่มีท่าทีเช่นนี้เสียที่ไหนกัน ?
นี่มันสถานการณ์อันใดกันเนี่ย ! ?
คงไม่ได้เสียสติไปแล้วหรอกนะ ?
เสี่ยวชุ่ยอดไม่ได้ที่จะถามขึ้น “คุณหนูใหญ่ ท่าน... รู้สึกไม่สบายหรือเจ้าคะ ? ”
สวีเมี่ยวอวิ๋นปรายตามองเสี่ยวชุ่ยแวบหนึ่ง “พูดจาเหลวไหล”
เห็นได้ชัดว่า สวีเมี่ยวอวิ๋นรู้สึกสบายตัวเป็นอย่างมาก
สวีเมี่ยวอวิ๋นในเวลานี้กับตอนที่เพิ่งมาถึง ช่างแตกต่างกันราวกับเป็นคนละคน
ลองขบคิดดูสักหน่อยก็รู้ได้ ว่านี่คือสรรพคุณของน้ำแกงซี่โครงหมูตุ๋นฟักเขียว
เสี่ยวชุ่ยกล่าวว่า “คุณหนูใหญ่เจ้าคะ ข้าว่าเถ้าแก่เฉินผู้นี้เป็นคนไม่เลวเลยจริง ๆ นะเจ้าคะ”
สวีเมี่ยวอวิ๋นลุกขึ้นนั่ง “เจ้ามีความคิดอันใดรึ ? ”
“ข้าหมายความว่า ก็ไม่รู้เหมือนกันนะเจ้าคะ ว่าเถ้าแก่เฉินแต่งงานมีภรรยามีลูกแล้วหรือยัง”
สวีเมี่ยวอวิ๋นพอได้ยิน ก็ถึงกับชะงักงันไป
คำถามนี้ นางยังไม่เคยขบคิดมาก่อนเลยจริง ๆ
ในยุคโบราณ ล้วนแต่งงานกันตั้งแต่ยังอายุน้อย
ดูจากอายุของเฉินหยางแล้ว ดูเหมือนว่ามีความเป็นไปได้ที่จะแต่งงานแล้ว
ทว่าสวีเมี่ยวอวิ๋นก็ยังคงรู้สึกว่าเฉินหยางยังไม่ได้แต่งงาน
สวีเมี่ยวอวิ๋นส่ายหน้า “เจ้าไม่มีเรื่องอื่นให้ทำแล้วรึ มาคิดถึงเรื่องพวกนี้ทำไมกัน ? ”
เสี่ยวชุ่ยกล่าวว่า “คุณหนูใหญ่เจ้าคะ ความหมายของข้าก็คือ หากสามารถแต่งงานกับเถ้าแก่เฉินได้ก็คงจะดีไม่น้อยเลยนะเจ้าคะ จะได้มีของอร่อย ๆ กินทุกวันเลย”
สวีเมี่ยวอวิ๋นไม่ได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใด
เสี่ยวชุ่ยสะดุ้งตกใจ “คุณหนูใหญ่เจ้าคะ สายตาของท่านช่างน่ากลัวเหลือเกินเจ้าค่ะ”
สวีเมี่ยวอวิ๋นได้สติกลับคืนมา และมองเสี่ยวชุ่ยด้วยความงุนงง
“งั้นรึ ? เจ้าอย่ามาพูดจาเหลวไหลนะ”
เวลานี้ ภายนอกรถม้าก็มีเสียงฝีเท้าม้าดังขึ้น
เสี่ยวชุ่ยเลิกม่านหน้าต่างรถม้าขึ้น
“เอ๊ะ ? นั่นนายท่านกั๋วกงนี่เจ้าคะ”
สวีเมี่ยวอวิ๋นพอได้ยิน ก็มองออกไปด้านนอกเช่นกัน
เป็นดังคาด คนผู้หนึ่งกำลังขี่ม้าควบไปในทิศทางตรงกันข้ามกับรถม้า รวดเร็วราวกับสายลมก็มิปาน
เมื่อดูจากแผ่นหลัง ก็คือเว่ยกั๋วกงสวีต๋าอย่างแน่นอน
“นายท่านกั๋วกงกำลังจะไปที่ใดกันเจ้าคะ ? ”
“น่าจะมุ่งหน้าไปทางเขตนอกเมืองนะ”
“คงไม่ได้กำลังจะไปที่หอเลิศรสขจรขจายหรอกนะเจ้าคะ ? ”
สวีเมี่ยวอวิ๋นไร้คำพูดจะเอื้อนเอ่ยไปชั่วขณะ
ต้องบอกเลยว่า มีความเป็นไปได้สูงมากทีเดียว
เมื่อหลายวันก่อน สวีต๋าปฏิเสธคำขอของกัวเผิง สวีเมี่ยวอวิ๋นก็ยังรู้สึกแปลกใจอยู่เลย
ภายใต้การซักไซ้ไล่เลียงอย่างหนักหน่วง ถึงเพิ่งจะรู้ว่าสวีต๋าไปที่หอเลิศรสขจรขจายมา
ไม่ต้องบอกก็รู้ หลังจากได้ลิ้มลองฝีมือของเถ้าแก่เฉินแล้ว สวีต๋าถึงเพิ่งจะเปลี่ยนใจ
ช่างเถอะ ปล่อยเขาไปก็แล้วกัน
กินผัดเปรี้ยวหวานผักกาดขาวให้มากหน่อย อย่างไรเสียก็ไม่มีผลเสียต่อร่างกายของบิดาผู้นี้อยู่แล้ว
อันที่จริงครั้งนี้สวีเมี่ยวอวิ๋นเข้าใจบิดาของนางผิดไปจริง ๆ
การที่สวีต๋าขี่ม้าไปเขตนอกเมืองเพียงลำพังในครั้งนี้ ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่หอเลิศรสขจรขจายจริง ๆ หรอก
ทว่ากลับไปที่เรือนหลังหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ทางชานเมืองฝั่งตะวันตกของเขตนอกเมือง
เรือนหลังนี้ก็เป็นเรือนส่วนตัวของจวนเว่ยกั๋วกงเช่นกัน
พื้นที่ถือว่าไม่ใหญ่โตนัก ทว่าก็มีผังเรือนแบบซานจิ้น (ลานเรือนสามชั้น) การตกแต่งลานบ้านนั้นดูประณีตงดงามและเป็นเอกลักษณ์มาก
สวีต๋ามักจะคุ้นชินกับการต้อนรับแขกผู้มีเกียรติบางคน ณ สถานที่แห่งนี้
แขกผู้มีเกียรติที่จะต้อนรับในครั้งนี้ไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ เขาคือจูเปียว องค์รัชทายาทแห่งราชวงศ์ปัจจุบันนั่นเอง
แน่นอนว่า ไม่ได้มีเพียงจูเปียวที่มาแค่คนเดียว
อีกคนหนึ่งก็คือหูเหวยยง
องค์รัชทายาทกับหูเหวยยง การจับคู่ของสองคนนี้ในมุมมองของคนยุคหลังดูทะแม่ง ๆ อยู่ไม่น้อย
ทว่าในช่วงต้นรัชศกหงอู่ หูเหวยยงและองค์รัชทายาทมีความสนิทสนมกันมากจริง ๆ
เพียงแต่ในเวลาต่อมา องค์รัชทายาทค่อย ๆ มองเห็นธาตุแท้ของหูเหวยยงอย่างชัดเจน จึงจงใจตีตัวออกห่างจากคนผู้นี้
การจะต้อนรับองค์รัชทายาทจูเปียว สวีต๋ายังคงต้องทุ่มเทความคิดและใส่ใจมากสักหน่อย
ดังนั้นสวีต๋าจึงรีบรุดหน้าไปยังเรือนส่วนตัวด้วยตนเอง ในขณะเดียวกันก็ส่งคนไปยังหอเลิศรสขจรขจาย
สวีต๋าต้องการเชิญพ่อครัวใหญ่ในร้านนั้นออกโรง เพื่อคอยปรนนิบัติรับใช้องค์รัชทายาทให้ดีที่สุด