หน้าแรก > ยอดเชฟแห่งต้าหมิง: เปิดฉากมาก็พิชิตแม่นางสวีเมี่ยวอวิ๋น
บทที่ 67 เจ้าดูแล้วไม่เหมือนคนตะกละเลยนะ

spoilsoc.com

spoilsoc.com

spoilsoc.com

spoilsoc.com

spoilsoc.com

spoilsoc.com

spoilsoc.com

spoilsoc.com

*ตั้งค่าถาวร (คลิกตั้งค่าถาวร)

บทที่ 67 เจ้าดูแล้วไม่เหมือนคนตะกละเลยนะ 

 

สวีเมี่ยวอวิ๋นมองเฉินหยางอีกครั้ง

“เจ้าดูแล้วไม่เหมือนคนเห็นแก่กินสักเท่าใดเลยนะ”

 

เฉินหยางคลี่ยิ้มบาง ๆ “ขอบคุณคุณหนูใหญ่ที่ชมเชยขอรับ”

 

เสี่ยวชุ่ยงุนงงไปหมด ฟังไม่เข้าใจแล้ว นี่มันเรื่องอันใดกันเนี่ย ?

อันที่จริงสวีเมี่ยวอวิ๋นกำลังพูดถึงรูปร่างของเฉินหยางที่ดี ใบหน้าก็เรียว

พูดกันตามตรง ร่างกายของเฉินหยางร่างนี้ถือว่าค่อนข้างดีทีเดียว

ต่อให้ไปอยู่ในยุคหลัง นั่นก็เป็นหนุ่มหล่อระดับแนวหน้าคนหนึ่ง

ประกอบกับร่างกายนี้ถูกเฉินหยางจากยุคหลังมาครอบครองแล้ว บุคลิกท่าทางก็เกิดการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก

 

ในยุคสมัยนี้ เฉินหยางมีความพิเศษเอามาก ๆ

ไม่ต้องพูดถึงสิ่งอื่นใด สายตาที่แม่นางน้อยอ้ายเยว่หลานมองเฉินหยางก็ดูไม่ค่อยจะปกติแล้ว

 

สวีเมี่ยวอวิ๋นเองก็มีความรู้สึกเช่นนี้

เฉินหยางทั้งภายในและภายนอก ล้วนเผยให้เห็นถึงความแตกต่างจากคนทั่วไปเป็นอย่างมาก

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลยว่า ฝีมือของเขานั้นยอดเยี่ยมเป็นพิเศษจริง ๆ

 

ยกตัวอย่างเช่นผัดเปรี้ยวหวานผักกาดขาวจานนี้

แม้จะเป็นอาหารเจ ทว่าพอกินแล้วกลับเปรี้ยว ๆ หวาน ๆ ให้ความรู้สึกที่มีความสุขเอามาก ๆ

เวลานี้ เสี่ยวชุ่ยก็คีบผักกาดขาวขึ้นมาหนึ่งชิ้น ส่งเข้าปาก ด้วยท่าทางที่ดื่มด่ำเพลิดเพลินเป็นอย่างยิ่ง

เฉินหยางรู้สึกว่าได้เวลาพอสมควรแล้ว จึงเอ่ยบอกกล่าวคำหนึ่ง แล้วเดินออกจากห้องส่วนตัวไป

 

ยังไม่ทันได้เข้าห้องครัวด้านหลัง ก็ได้กลิ่นหอมสายหนึ่งโชยมา

ในความหอมสดชื่นแฝงไปด้วยกลิ่นหอมของเนื้อ ทั้งเข้มข้นและสดชื่น

นี่คือกลิ่นหอมของน้ำแกงซี่โครงหมูตุ๋นฟักเขียว

น่าจะใกล้ได้ที่แล้ว

เฉินหยางคาดคะเนเช่นนี้

 

พอเข้าไปในห้องครัวด้านหลัง ก็พบว่ามีลูกจ้างหลายคนกำลังรุมล้อมอยู่ตรงหม้อดินเผา

กระทั่งจ้าวต้าเฉียงเองก็ยังชะเง้อคอมองอยู่ที่นั่นด้วย

 

“หอมเกินไปแล้ว นี่ตุ๋นอะไรอยู่หรือ ? ”

“น่าจะเป็นพวกเนื้ออะไรทำนองนั้นแหละกระมัง มิสู้พวกเราลองเปิดดูหน่อยดีหรือไม่ ? ”

“เจ้าบ้าไปแล้วหรือ! นี่เป็นของที่เถ้าแก่ทำ หากทำพังขึ้นมาก็เป็นเรื่องของเจ้านะ ! ”

“จุ๊ ๆ ฝีมือของเถ้าแก่นี่ช่างร้ายกาจจริง ๆ ทำออกมาได้หอมขนาดนี้”

 

“เหลวไหลน่า เจ้าควรจะลองชิมผัดเปรี้ยวหวานผักกาดขาวที่เถ้าแก่ทำเสียก่อน นั่นสิถึงเรียกว่าอร่อยสุดยอด ! ”

“เขาจะไม่เคยชิมได้อย่างไร คราวก่อนเขาแอบกินไปตั้งครึ่งจานแน่ะ ! ”

“อย่ามาพูดจาซี้ซั้ว กินไปครึ่งจาน ? ทำไมเจ้าไม่บอกว่าข้ากินไปหมดเลยล่ะ ! ”

 

หลังจากเฉินหยางเดินเข้ามา พวกลูกจ้างก็พากันแตกฮือแยกย้ายราวกับนกและสัตว์ป่า วิ่งหนีกันไปอย่างรวดเร็ว มีเพียงจ้าวต้าเฉียงเท่านั้นที่ไม่ต้องลุกลี้ลุกลนเช่นนี้

เฉินหยางเดินมาถึงหน้าหม้อดินเผา เปิดฝาออก ด้านในเผยให้เห็นน้ำแกงที่หอมหวานน่าทาน

 

จ้าวต้าเฉียงถึงกับมองจนตาค้าง

สีสันและความข้นของน้ำแกงนี้ เพียงปรายตามองก็รู้ว่าไม่ธรรมดาแล้ว

กลิ่นหอมที่หวานละมุนนั้นชวนให้ผู้คนจินตนาการไปไกล

จ้าวต้าเฉียงมองอยู่นาน ในที่สุดก็ดูออกแล้ว

“เถ้าแก่ นี่คือฟักเขียวกับซี่โครงหมูหรือขอรับ ? ”

 

เฉินหยางพยักหน้ารับ “น้ำแกงซี่โครงหมูตุ๋นฟักเขียว”

เฉินหยางใช้ทัพพีคนเล็กน้อย กลิ่นหอมของน้ำแกงก็โชยปะทะใบหน้า ทำเอาซัดกระแทกจนจ้าวต้าเฉียงถอยหลังไปหลายก้าว

 

แม่เจ้าโว้ย หอมเกินไปแล้ว !

อีกทั้งยังไม่ใช่กลิ่นหอมแบบฉุนจมูก ทว่าเป็นกลิ่นหอมที่นุ่มนวลและยังเข้มข้นเป็นอย่างยิ่ง

ฟักเขียวและเนื้อผ่านการเคี่ยวมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง ล้วนผสมผสานเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว

นี่ไม่ใช่น้ำแกงเนื้อล้วน หรือน้ำแกงผักที่จะสามารถนำมาเปรียบเทียบได้เลย

เฉินหยางรู้สึกว่าไฟยังขาดไปอีกนิด จึงปิดฝาแล้วรออีกชั่วครู่

จากนั้น ก็เปิดฝา ใส่เครื่องปรุงรสลงไป แล้วตุ๋นต่อไปอีกหนึ่งเค่อ ในที่สุดก็เสร็จสมบูรณ์

 

ในขณะเดียวกัน ณ ชั้นสองของร้านเจวี๋ยเว่ยเพียวเซียงก่วน

สวีเมี่ยวอวิ๋นและเสี่ยวชุ่ยได้จัดการผัดเปรี้ยวหวานผักกาดขาวทั้งจานจนหมดเกลี้ยงแล้ว

ต้องรู้ไว้ว่าถึงแม้จะแค่จานเดียว ทว่ากลับตักใส่มาจนเต็มแน่น จานเดียวสามารถเทียบได้กับสองจานเลยทีเดียว

 

แม่นางสองคนนี้ไม่เหลือทิ้งไว้เลยแม้แต่นิดเดียวจริง ๆ !

สวีเมี่ยวอวิ๋นถึงกับรู้สึกเขินอายขึ้นมาเล็กน้อย

ตัวเองเพิ่งจะบอกไปหยก ๆ ว่ารู้สึกไม่ค่อยสบาย ไม่มีความอยากอาหาร แต่ตอนนี้กลับกินกับข้าวไปมากมายขนาดนี้

ไม่มีวิธีจะอธิบายได้เลย !

 

เสี่ยวชุ่ยเช็ดปาก แล้วกระซิบเสียงเบา “คุณหนูใหญ่เจ้าคะ ข้าค้นพบแล้วเจ้าค่ะ”

 

“ค้นพบอันใดรึ ? ”

 

“ผัดเปรี้ยวหวานผักกาดขาวนี้กินอย่างไรก็ไม่พอจริง ๆ เจ้าค่ะ”

 

“เจ้าก็แค่ตะกละนั่นแหละ”

 

สวีเมี่ยวอวิ๋นว่าเสี่ยวชุ่ยด้วยน้ำเสียงที่ไม่ได้ดุดันอันใดนัก เพราะตัวนางเองก็เป็นเช่นนี้เหมือนกัน

ผัดเปรี้ยวหวานผักกาดขาวครึ่งจานใหญ่ ๆ นี้ตกถึงท้อง นึกไม่ถึงว่าจะไม่มีความรู้สึกอันใดเลย

ราวกับว่ายังสามารถกินได้อีกหนึ่งจานก็มิปาน

โชคดีที่ผัดเปรี้ยวหวานผักกาดขาวกินเยอะไปก็ไม่อ้วน ไม่เหมือนกับปิ่งต้นหอมและปิ่งเนื้อ ที่ต้องกินอย่างระมัดระวังสักหน่อย

 

เสี่ยวชุ่ยกล่าวว่า “จริงสิ คุณหนูใหญ่เจ้าคะ ท่านว่าเถ้าแก่เฉินกำลังทำของอร่อยอันใดให้ท่านอยู่หรือเจ้าคะ ? ”

สวีเมี่ยวอวิ๋นส่ายหน้า

เสี่ยวชุ่ยกล่าวอีกว่า “เหมือนว่าทำค่อนข้างยุ่งยากนะเจ้าคะ ถึงได้นานขนาดนี้”

 

“เจ้านี่พูดมากจริง ๆ”

ทว่าสวีเมี่ยวอวิ๋นก็รู้สึกว่าเฉินหยางช่างใส่ใจเป็นอย่างมาก

ไม่รู้เพราะเหตุใด ภายในใจของสวีเมี่ยวอวิ๋นถึงได้รู้สึกอบอุ่นขึ้นมา

 

ในระหว่างที่กำลังพูดคุยกันนั้น นอกห้องส่วนตัวก็มีเสียงฝีเท้าดังขึ้น

กลิ่นหอมสายหนึ่งก็โชยตามมาด้วยเช่นกัน

สวีเมี่ยวอวิ๋นและเสี่ยวชุ่ยสบตากัน เผยสีหน้าเหลือเชื่อออกมา

กลิ่นนี้มันหอมเกินไปแล้ว !

 

อีกทั้งยังเป็นกลิ่นหอมที่พิเศษเอามากๆ เมื่อก่อนไม่เคยได้กลิ่นมาก่อนเลย

ท้ายที่สุดแล้วในยุคสมัยนี้ ฟักเขียวไม่นำไปผัดเปล่า ๆ ก็มักจะถูกนำมาใช้เป็นส่วนผสมรองในน้ำแกง ยังไม่เคยมีการนำมาตุ๋นน้ำแกงร่วมกับซี่โครงหมูมาก่อนเลย

ม่านของห้องส่วนตัวถูกเลิกขึ้น เฉินหยางและเสี่ยวเอ้อคนหนึ่งเดินเข้ามา

 

เสี่ยวเอ้อคนนั้นประคองหม้อดินเผาใบหนึ่งไว้ในมือ และวางลงบนโต๊ะอย่างระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง

เฉินหยางใช้ผ้าเช็ดมือรองเอาไว้ แล้วเปิดฝาหม้อดินเผาออก

กลิ่นหอมนั้นทำให้สวีเมี่ยวอวิ๋นและเสี่ยวชุ่ยตกตะลึงจนอ้าปากค้าง

Copyright © 2019 spoilsoc.com All rights reserved.