spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
| *ตั้งค่าถาวร (คลิกตั้งค่าถาวร) |
บทที่ 66 พอดีเลยจะได้ช่วยสวีเมี่ยวอวิ๋นดับร้อนใน
คุณหนูใหญ่สวี ย่อมต้องเป็นบุตรีคนโตของจวนเว่ยกั๋วกง สวีเมี่ยวอวิ๋นอย่างแน่นอน
สวีเมี่ยวอวิ๋นมาแล้ว เฉินหยางจะละเลยไม่ได้ จึงรีบเดินออกจากห้องครัวด้านหลัง
สวีเมี่ยวอวิ๋นในเวลานี้สวมชุดสีขาวล้วน ดูสงบเสงี่ยมเบิกบานใจ
หากไปอยู่ในยุคหลัง ต่อให้ไม่ต้องดูหน้าตา ก็ยังเป็นสาวงามรูปร่างสูงโปร่งที่มีบุคลิกดีอย่างแท้จริง
หากดูที่หน้าตาด้วยแล้ว ไอหยา นั่นยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย
สวีเมี่ยวอวิ๋นตอนนี้แม้อายุยังน้อย ก็งดงามถึงขีดสุดแล้ว
สิ่งที่ทำให้เฉินหยางรู้สึกภาคภูมิใจในความสำเร็จยิ่งกว่าก็คือ ตอนนี้สวีเมี่ยวอวิ๋นเข้ามาในร้านของเขา ไม่ว่าจะเป็นหอเลิศรส หรือหอเลิศรสขจรขจาย ล้วนไม่สวมหมวกผ้าคลุมหน้าอีกแล้ว
แสดงให้เห็นว่าสวีเมี่ยวอวิ๋นรู้สึกว่าที่นี่ปลอดภัยมาก และจะไม่มีอันตรายใดๆ
แน่นอนว่า เสี่ยวชุ่ยในฐานะสาวใช้คนสนิท ก็ยังคงคอยติดตามอยู่ตลอด
เวลานี้ภายในร้านมีลูกค้านั่งอยู่บ้างแล้ว ทว่าก็นับว่าไม่มาก ยังถือว่าค่อนข้างเงียบสงบ
เฉินหยางพาสวีเมี่ยวอวิ๋นและเสี่ยวชุ่ยขึ้นไปที่ชั้นสอง
ยังคงเป็นห้องส่วนตัวที่เงียบสงบเป็นอย่างยิ่งและผ่อนคลายสบายใจห้องนั้น
สวีเมี่ยวอวิ๋นกล่าวว่า “ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาอาหารเลย กิจการที่นี่ของเจ้ายังถือว่าดีมากทีเดียว”
เฉินหยางรีบตอบ “ต้องขอบคุณคุณหนูใหญ่ที่คอยสนับสนุน”
เสี่ยวชุ่ยที่อยู่ด้านข้างกล่าวว่า “คุณหนูใหญ่แค่คอยสนับสนุนที่ไหนกัน หากไม่ใช่เพราะคุณหนูใหญ่ล่ะก็ ร้านของเจ้าคงเปิดต่อไปไม่ได้แล้ว”
“พอได้แล้ว พูดมากเสียจริง”
สวีเมี่ยวอวิ๋นถลึงตาใส่เสี่ยวชุ่ยไปหนึ่งที
เสี่ยวชุ่ยแลบลิ้นออกมา ไม่กล้าเอื้อนเอ่ยสิ่งใดอีก
เฉินหยางย่อมฟังจนงุนงงสับสนเป็นธรรมดา ทว่าเพียงไม่นานก็คิดจนกระจ่างแจ้ง
ในระหว่างนั้นจะต้องเกิดเรื่องราวบางอย่างขึ้น ส่งผลกระทบต่อการทำธุรกิจเปิดร้านของเขาเฉินหยางอย่างแน่นอน เป็นสวีเมี่ยวอวิ๋นที่ออกหน้าปกป้องเขา ถึงได้คลี่คลายวิกฤตนี้ไปได้
เฉินหยางรีบค้อมตัวคารวะสวีเมี่ยวอวิ๋น “คุณหนูใหญ่สวี ไม่ว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้น ทว่าผู้น้อยขอน้อมรับไว้ บุญคุณอันใหญ่หลวงนี้ไม่ต้องเอ่ยคำขอบคุณให้มากความ”
สวีเมี่ยวอวิ๋นพยักหน้ารับ ทว่าก็ยังคงไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใด
ในมุมมองของนาง เฉินหยางเป็นคนที่ไม่เย่อหยิ่งและไม่ถ่อมตนจนเกินไปจริง ๆ
พิเศษเอามาก ๆ
ทั้งมีบุคลิกดี มีความใจกว้าง และยังมีหัวคิดอีกด้วย
ที่สำคัญไปกว่านั้นคือ ฝีมือของเขาช่างยอดเยี่ยมเหลือเกิน
ตามหลักแล้ว การทำอาหารเป็นก็ไม่ถือว่าเป็นความสามารถอันใด
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคโบราณแห่งต้าหมิงนี้
สิ่งที่ผู้คนยึดถือศรัทธาก็คือ ทุกสิ่งล้วนต่ำต้อย มีเพียงการศึกษาเท่านั้นที่สูงส่ง
ทว่าของที่เฉินหยางทำ สวีเมี่ยวอวิ๋นกลับชอบกินเอามาก ๆ ชนิดที่เรียกว่าไม่อาจหยุดหย่อนได้เลย
เวลานี้ เสี่ยวเอ้อก็นำน้ำชามาส่ง
เฉินหยางรินชาให้สวีเมี่ยวอวิ๋นและเสี่ยวชุ่ยคนละจอก
“คุณหนูใหญ่สวี อยากทานสิ่งใดหรือไม่ขอรับ ? ”
สวีเมี่ยวอวิ๋นเอ่ยตอบ “เถ้าแก่เฉิน เอาผัดเปรี้ยวหวานผักกาดขาวมาให้ข้าหนึ่งจานเถิด”
“แล้วหลังจากนั้นล่ะขอรับ ? ”
“ไม่มีแล้ว”
ดูท่าทางสวีเมี่ยวอวิ๋นวันนี้คงไม่มีความอยากอาหารเท่าใดนัก กระทั่งอาหารหลักก็ยังไม่กิน
เสี่ยวชุ่ยรีบกล่าวว่า “วันนี้คุณหนูใหญ่รู้สึกไม่ค่อยสบาย ก็เลยอยากจะกินอาหารรสอ่อน ๆ สักหน่อย”
เฉินหยางพอได้ฟัง ก็พลันกระจ่างแจ้ง
“ได้ขอรับ ข้าจะทำอาหารรสอ่อน ๆ ให้คุณหนูใหญ่สักหน่อย ทั้งสองท่านดื่มชาไปก่อนนะขอรับ”
“รบกวนเถ้าแก่เฉินแล้ว”
พูดจบ เฉินหยางก็เดินออกจากห้องส่วนตัวไป
ลำดับต่อไป ก็คือเวลาที่เฉินหยางจะได้โชว์ฝีมือแล้ว
เฉินหยางเพิ่งจะเรียนรู้น้ำแกงซี่โครงหมูตุ๋นฟักเขียวมา พอดีเลยจะได้ทำมาให้สวีเมี่ยวอวิ๋นได้ลองชิม
แม้จะบอกว่าน้ำแกงซี่โครงหมูตุ๋นฟักเขียวก็ไม่ได้ถือว่ามีรสอ่อนมากนัก ทว่ามันกลับมีสรรพคุณช่วยดับร้อนในและทำให้สดชื่นได้
พอดีเลย วัตถุดิบมีครบครัน
เวลานี้ จ้าวต้าเฉียงและพวกเสี่ยวเอ้อล้วนกำลังง่วนอยู่กับการทำงาน
เฉินหยางหาเขียงและเตาไฟที่ว่างอยู่ แล้วเริ่มลงมือทำ
หั่นฟักเขียวมาหนึ่งชิ้น วางลงบนเขียง
จากนั้นก็ลงมีดหั่นเป็นชิ้น ๆ
“ปั้ก ! ปั้ก ! ปั้ก ! ปั้ก ! ”
เพียงแค่ชั่วพริบตาเดียว ชิ้นฟักเขียวที่มีขนาดพอเหมาะและสม่ำเสมอกันก็ออกมาแล้ว
จัดการซี่โครงหมู ลวกนำเลือดออกแล้วเตรียมพักไว้
ใช้น้ำต้มซี่โครงหมูจนสุกเจ็ดส่วน
ใส่ฟักเขียวและเกลือลงไป ต้มจนสุก
โรยผักชี นำไปตั้งไฟแรงจนเดือดพล่าน
เฉินหยางเปลี่ยนไปใส่กระทะผัด แล้วใช้ไฟอ่อนตุ๋นเอาไว้
จากนั้น เฉินหยางก็เริ่มทำผัดเปรี้ยวหวานผักกาดขาว
อาหารจานนี้ทำง่ายมาก เพียงครู่เดียวก็ตักขึ้นจากกระทะได้แล้ว
เฉินหยางยกผัดเปรี้ยวหวานผักกาดขาวขึ้นไปเสิร์ฟด้วยตนเอง
เวลานี้ สวีเมี่ยวอวิ๋นและเสี่ยวชุ่ยกำลังมองดูทิวทัศน์นอกหน้าต่างไปพลาง และพูดคุยกันเสียงเบาไปพลาง
ตอนที่เฉินหยางยังไม่ทันได้เดินเข้ามา ก็ได้กลิ่นหอมของอาหารโชยมาก่อนแล้ว
เสี่ยวชุ่ยเอ่ยด้วยความตื่นเต้น “มาแล้ว ! ”
เฉินหยางเดินเข้ามา และวางผัดเปรี้ยวหวานผักกาดขาวลงบนโต๊ะ
สวีเมี่ยวอวิ๋นบอกว่ารู้สึกไม่ค่อยสบาย กินอะไรไม่ลง ทว่าเพียงแค่ได้กลิ่นของผัดเปรี้ยวหวานผักกาดขาว ก็เกิดความอยากอาหารขึ้นมาทันที
นี่มันช่างน่าอัศจรรย์ใจจริง ๆ
นี่ก็เป็นหนึ่งในเหตุผลว่าทำไมสวีเมี่ยวอวิ๋นถึงชอบมาที่นี่
เฉินหยางกล่าวว่า “ยังมีอาหารอีกหนึ่งอย่าง ทว่าต้องใช้เวลาสักหน่อย คุณหนูใหญ่รอสักประเดี๋ยวนะขอรับ”
สวีเมี่ยวอวิ๋นกะพริบตา “อาหารอันใดรึ ? ”
เฉินหยางยิ้มแย้มตอบ “คุณหนูใหญ่ร้อนในไม่ใช่หรือขอรับ พอดีเลยได้ทำอาหารที่สามารถดับร้อนในได้มาหนึ่งอย่าง”
“เช่นนั้นก็ต้องขอบคุณเถ้าแก่เฉินแล้ว”
เฉินหยางตอบว่า “ยังคงต้องขอบคุณคุณหนูใหญ่ ที่คอยดูแลข้าเช่นนี้”
เสี่ยวชุ่ยกล่าวว่า “เจ้ารู้ก็ดีแล้ว”
ตอนที่สวีเมี่ยวอวิ๋นลงตะเกียบกินอาหาร ช่างดูสง่างามเอามาก ๆ จริง ๆ
สมกับที่เป็นบุตรีของกั๋วกง การอบรมสั่งสอนยอดเยี่ยมไร้ที่ติ
สวีเมี่ยวอวิ๋นกล่าวว่า “อร่อยจริง ๆ ฝีมือของเถ้าแก่เฉินไปเรียนมาจากที่ใดหรือ ? ”
เฉินหยางชะงักไปเล็กน้อย
คำถามนี้ช่างตอบยากจริง ๆ
จะบอกว่าเป็นระบบมอบให้ก็คงไม่ได้ใช่ไหม ?
เฉินหยางจึงตอบว่า “ตัวข้าเป็นคนชอบกิน ย่อมต้องคอยขบคิดว่าจะทำของกินให้ออกมาดีได้อย่างไร”