spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
| *ตั้งค่าถาวร (คลิกตั้งค่าถาวร) |
บทที่ 62 ของโปรดของสวีต๋า ร้านนี้จะปิดไม่ได้เด็ดขาด
สวีต๋ากินไปได้หนึ่งคำ ก็รีบก้มหน้าลงมองดูผักกาดขาวในจานทันที
ไม่ผิดแน่ นี่ก็คือผักกาดขาว
พอกินเข้าไป ก็รู้สึกได้ว่าเป็นผักกาดขาว
ทว่าผักกาดขาวที่อร่อยถึงเพียงนี้ ในอดีตสวีต๋าไม่เคยจินตนาการถึงมาก่อนเลย
สวีต๋ารีบคีบผักกาดขาวขึ้นมาอีกชิ้น แล้วส่งเข้าปาก
เปรี้ยวอมหวาน เค็มกำลังดี
ขนาดของผักกาดขาวก็พอเหมาะพอเจาะ ฝีมือการหั่นถือว่าดีทีเดียว
เป็นเพียงผักกาดขาวธรรมดา ๆ ทว่ากลับละลายในปาก
อร่อย อร่อยเกินไปแล้วจริง ๆ !
สวีต๋าเองก็เป็นคนที่ผ่านโลกมามาก ย่อมรู้ดีว่าอาหารจานหนึ่งดีหรือไม่ดี
อาหารเจที่อร่อยเขาก็เคยรับประทานมาบ้าง ทว่าไม่ถึงระดับนี้อย่างแน่นอน
สวีต๋าในขณะที่กำลังชื่นชม ก็รู้สึกงุนงงสับสนไปพร้อมกัน
นี่คือภาพลวงตาอย่างนั้นหรือ ?
ผัดผักกาดขาวจะเป็นไปได้หรือที่จะอร่อย ?
สวีต๋าไม่เชื่อเรื่องลี้ลับนี้ จึงคีบหมูตงพัวขึ้นมาอีกชิ้นแล้วส่งเข้าปาก
จืดชืด รสชาติจืดชืดมาก
เมื่อครู่นี้ยังไม่มีความรู้สึกเช่นนี้เลย
สวีต๋าสบถคำหยาบออกมาเบา ๆ อีกประโยค
บัดซบเอ๊ย !
พอกินผักกาดขาวนี่เข้าไป ก็ทำเอาเนื้อไม่อร่อยไปเลย !
สวีต๋าด่าทอไปพลาง ก็กินผักกาดขาวไปพลาง
เขาเดินทัพมาตลอดทั้งปี การกินย่อมต้องรวดเร็วเป็นธรรมดา
พริบตาเดียว ผัดเปรี้ยวหวานผักกาดขาวทั้งจานก็ถูกกินจนหมดเกลี้ยง
แต่ทว่า ก็ยังไม่อิ่มอยู่ดี
สวีต๋าเหลือบมองเมนูอาหารที่วางอยู่บนโต๊ะอีกครั้ง ทันใดนั้นก็เห็นตัวอักษรไม่กี่ตัว
ปิ่งเนื้อทอดกรอบ
สวีต๋าเบิกตากว้าง
ที่นี่ก็มีปิ่งเนื้อทอดกรอบงั้นหรือ ?
นับตั้งแต่ครั้งก่อนที่ได้ขอปิ่งเนื้อทอดกรอบมาจากสวีเมี่ยวอวิ๋นบุตรสาวคนโต หลังจากกินหมดแล้ว เขาก็เฝ้าคิดถึงมันอย่างไม่ลืมเลือนมาโดยตลอด
หากไม่ใช่เพราะช่วงก่อนหน้านี้มีงานยุ่งมาก เขาคงจะไปตามหาที่ถนนย่านตลาดในเขตนอกเมืองตั้งนานแล้ว
สวีต๋ารีบกวักมือเรียกเสี่ยวเอ้อเข้ามา
“เอาปิ่งเนื้อทอดกรอบนี้มาให้ข้าหนึ่งชิ้น ไม่สิ สองชิ้น ! ”
“ได้เลยขอรับ ! ท่านลูกค้ายังต้องการสิ่งใดอีกหรือไม่ขอรับ ? ”
“แล้วก็อันนั้น... ผัดผักกาดขาว ผัดเปรี้ยวหวานผักกาดขาว เอามาให้ข้าอีกหนึ่งจาน”
“ได้เลยขอรับ ! ท่านลูกค้ารอสักประเดี๋ยว ประเดี๋ยวก็มาแล้วขอรับ”
ผ่านไปชั่วครู่ ปิ่งเนื้อทอดกรอบก็ถูกนำมาวางตรงหน้า
รู้สึกว่ามีความแตกต่างจากที่เคยกินเมื่อครั้งก่อนเล็กน้อย ทว่าก็แตกต่างกันไม่มากนัก
แม้จะกล่าวว่ารสสัมผัสไม่ได้ดีอย่างที่จินตนาการไว้ แต่ก็เป็นรสชาตินั้นจริง ๆ
อร่อย อร่อยกว่าปิ่งเนื้อทั่วไปหลายเท่าตัวนัก
จากนั้น ผัดเปรี้ยวหวานผักกาดขาวก็ถูกยกมาเสิร์ฟอีกครั้ง
สวีต๋าถูมือไปมา หยิบตะเกียบขึ้น แล้วเริ่มสวาปามอย่างเต็มที่
อร่อย อร่อยเกินไปแล้วจริง ๆ !
มิน่าล่ะ กิจการของร้านอาหารแห่งนี้ถึงได้ดีเช่นนี้
ไม่ต้องพูดถึงสิ่งอื่นใด ลำพังแค่ผัดเปรี้ยวหวานผักกาดขาวและปิ่งเนื้อทอดกรอบนี้ ก็สามารถทำให้ผู้คนแวะมาเยือนได้หลายครั้งแล้ว !
สวีต๋าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ร้านนี้จะปิดไม่ได้เด็ดขาด
หากปิดไปแล้ว เขาจะไปหาผัดผักกาดขาว รวมถึงปิ่งเนื้อที่อร่อยถึงเพียงนี้ได้จากที่ใดอีกล่ะ ?
พูดกันตามตรง เมื่อนำมาเปรียบเทียบกันแล้ว อาหารที่ตาเฒ่าจู หรือก็คือจูหยวนจาง กินเป็นพระกระยาหาร ก็ดูไม่เท่าไหร่ไปเลย
ในที่สุดสวีต๋าก็กินจนอิ่ม พอคิดเงิน ก็ไม่แพงเลย
ไม่เลว ๆ ทั้งคุ้มค่าและอร่อย
หอเลิศรสขจรขจายแห่งนี้ เป็นสถานที่ที่ดีเยี่ยมจริง ๆ
สวีต๋าเดินออกจากประตูร้าน ลูบท้องของตัวเอง รู้สึกว่ามันขยายใหญ่ขึ้นมาถึงสองรอบ ชั่วขณะหนึ่งถึงขั้นขึ้นม้าไม่ได้เลยทีเดียว
บัดซบเอ๊ย โชคดีที่เขาไม่ได้พาองครักษ์มาด้วย
มิเช่นนั้นคงได้กลายเป็นเรื่องตลกขบขันเป็นแน่
ในขณะเดียวกัน ณ จวนเว่ยกั๋วกง สวีเมี่ยวอวิ๋นกำลังคัดตัวอักษรอยู่ในห้องหนังสือ
นี่คือบทเรียนภาคบังคับในทุก ๆ วันของสวีเมี่ยวอวิ๋น สามารถขัดเกลาจิตใจ หล่อหลอมอารมณ์ และยังทำให้นางสงบสติอารมณ์ เพื่อขบคิดเรื่องราวบางอย่างได้อีกด้วย
'หนี่จูเซิง' ผู้มีจิตใจงดงามและเฉลียวฉลาด ก็ถูกปลูกฝังมาเช่นนี้นี่เอง
จังหวะนั้นเอง เสี่ยวชุ่ยก็วิ่งเข้ามาจากด้านนอก
สวีเมี่ยวอวิ๋นเอ่ยถามโดยไม่ได้เงยหน้าขึ้นมา "มีเรื่องอันใดรึ ? ถึงได้ลุกลี้ลุกลนเช่นนี้"
เสี่ยวชุ่ยกล่าวว่า "คุณหนูใหญ่เจ้าคะ แม่ทัพกัวมาเจ้าค่ะ"
"แม่ทัพกัว ? "
สวีเมี่ยวอวิ๋นวางพู่กันลง พลางเอ่ยถาม "แม่ทัพกัวเผิงรึ ? "
เสี่ยวชุ่ยพยักหน้ารับ และกระซิบเสียงเบา "เขาพาญาติมาด้วยเจ้าค่ะ อยากจะมาขอร้านสักแห่งจากจวนของพวกเรา"
สวีเมี่ยวอวิ๋นขมวดคิ้วเล็กน้อย "มาถึงเรือนเพื่อขอร้านงั้นรึ ? ช่างกล้าคิดออกมาได้นะ คงจะอยากได้ร้านที่ถนนเหอตงล่ะสิ ? "
"ใช่เจ้าค่ะ ตอนนี้ก็ปล่อยเช่าให้เถ้าแก่เฉินไปแล้วไม่ใช่หรือเจ้าคะ พอดียินเข้าก็รีบวิ่งกลับมารายงานท่านเลยเจ้าค่ะ"
"ท่านพ่อข้าอยู่หรือไม่ ? "
"ไม่อยู่เจ้าค่ะ แม่ทัพกัวกำลังพูดคุยอยู่กับฮูหยินเจ้าค่ะ"
สวีเมี่ยวอวิ๋นกล่าวว่า "ข้าจะไปดูเสียหน่อย"
เสี่ยวชุ่ยรีบรินน้ำใส่อ่าง เพื่อให้สวีเมี่ยวอวิ๋นล้างมือ
เวลานี้ ณ โถงหลักของจวนเว่ยกั๋วกง
ฮูหยินเซี่ยกำลังต้อนรับแขก
แขกผู้นี้แน่นอนว่าย่อมเป็นกัวเผิง
หากจะกล่าวไปแล้ว ฮูหยินเซี่ยและกัวเผิงก็มีความคุ้นเคยกันดี
ฮูหยินเซี่ยมีนามเดิมว่า เซี่ยชุ่ยเอ๋อ
นางก็ไม่ใช่สตรีธรรมดาทั่วไป ทว่าเป็นบุตรีของเซี่ยไจ้อิง ขุนพลผู้เลื่องชื่อแห่งการสถาปนาประเทศ
เซี่ยชุ่ยเอ๋อมีวรยุทธ์ติดตัว ในช่วงปีแรก ๆ ก็เคยติดตามจูหยวนจางออกรบทำศึกมาเช่นกัน และได้สร้างผลงานเอาไว้ไม่น้อย
ดังนั้น เหล่าทหารเก่าแก่ในกองทัพ เซี่ยชุ่ยเอ๋อล้วนรู้จักเป็นอย่างดี
ผู้ที่กัวเผิงพามาด้วยก็คือหลานสาวที่ชื่อว่า กัวอิงจื่อ
ตอนนี้กัวอิงจื่ออายุสิบกว่าปีแล้ว จึงคิดอยากจะมาเผชิญโลกกว้างในนครหนานจิงดูสักครา
คิดไปคิดมา นางรู้สึกว่าการหาร้านสักแห่งเพื่อเปิดร้านอาหารก็เป็นความคิดที่ดีทีเดียว
กัวอิงจื่อเคยไปดูหน้าร้านบางแห่งที่ถนนเหอตงมาแล้ว ส่วนใหญ่ล้วนมองไม่เข้าตา ทว่ากลับรู้สึกว่าร้านของจวนเว่ยกั๋วกงนั้นเหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง
นี่อย่างไรล่ะ ถึงได้ดึงดันจะให้กัวเผิงมาเกลี้ยกล่อมเว่ยกั๋วกงสวีต๋าให้จงได้
กัวเผิงก็ทำได้เพียงตามใจญาติผู้นี้
ครั้งแรกไม่สำเร็จ ก็ยังไม่ยอมตัดใจ ตอนนี้ถึงขั้นมาหาถึงที่เรือนโดยตรงเสียแล้ว