หน้าแรก > ยอดเชฟแห่งต้าหมิง: เปิดฉากมาก็พิชิตแม่นางสวีเมี่ยวอวิ๋น
บทที่ 61 สวีต๋าเองก็มาลอบสังเกตการณ์เป็นการส่วนตัว

spoilsoc.com

spoilsoc.com

spoilsoc.com

spoilsoc.com

spoilsoc.com

spoilsoc.com

spoilsoc.com

spoilsoc.com

*ตั้งค่าถาวร (คลิกตั้งค่าถาวร)

บทที่ 61 สวีต๋าเองก็มาลอบสังเกตการณ์เป็นการส่วนตัว 

 

สวีเมี่ยวอวิ๋นกล่าวว่า “ท่านพ่อ ร้านนั้นไม่ต้องไปคิดถึงแล้วเจ้าค่ะ ปล่อยเช่าไปแล้ว เว้นเสียแต่ว่าสัญญาเช่าจะหมดอายุลง มิฉะนั้นก็ไม่สามารถเรียกคืนมาได้แล้วเจ้าค่ะ”

 

“เรื่องนี้มัน...”

สวีต๋าดื่มชาเข้มข้นไปอีกอึกหนึ่ง ไร้คำพูดจะเอื้อนเอ่ยไปชั่วขณะ จึงทำได้เพียงปล่อยให้สวีเมี่ยวอวิ๋นไปจัดการธุระของนาง

 

สวีต๋าจึงครุ่นคิดขึ้นมาว่าอย่างไรก็ยังคงต้องไปดูที่ร้านบนถนนเหอตงนั่นเสียหน่อย

สรุปแล้วเป็นผู้ใดเช่าไปกันแน่ ?

หากจะกล่าวถึงเรื่องที่สวีเมี่ยวอวิ๋นปล่อยเช่าร้าน นางเองก็เป็นคนที่ช่างเลือกคนมากเช่นกัน

คนที่นางมองไม่เข้าตา นางย่อมไม่มีทางปล่อยเช่าให้อย่างเด็ดขาด

 

สวีต๋าเองก็เป็นคนใจร้อน

เลือกวันดีมิสู้หาวันที่บังเอิญประจวบเหมาะ วันนี้พอดีว่ามีเวลาว่าง เช่นนั้นก็ไปดูเสียหน่อยเถิด

"สำหรับคนอย่างสวีต๋า การนำทัพกรำศึกถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาในชีวิต แล้วจะให้เขาไปนั่งเกี้ยวได้อย่างไรกัน ? " เขาขึ้นขี่ม้าแล้วควบออกไปโดยตรง

อะไรนะ ? ไม่พาองครักษ์ไปด้วยหรือ ?

นั่นถือเป็นการดูถูกสวีต๋าผู้นี้แล้ว

ในนครหนานจิงแห่งนี้ ยังไม่ต้องพูดถึงว่าจะมีผู้ใดสามารถทำร้ายสวีต๋าได้หรือไม่

ต่อให้มี แต่จะมีความกล้ามากพอหรือไม่นั่นก็ยังเป็นปัญหา

 

สวีต๋าขี่ม้ามาเพียงลำพัง พริบตาเดียวก็มาถึงเขตนอกเมือง และไปถึงถนนเหอตงอย่างรวดเร็ว

สวีต๋ามองเห็นร้านของบ้านตนเอง เป็นดังคาดว่าได้แขวนป้ายชื่อร้านเอาไว้แล้ว

“เจวี๋ยเว่ยเพียวเซียงก่วน (หอเลิศรสขจรขจาย) ? ชื่อร้านดูแล้วก็พอใช้ได้ ไม่เลวเลย”

 

ทันใดนั้นสวีต๋าก็พบว่า กิจการของร้านอาหารแห่งนี้ค่อนข้างดีทีเดียว

ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาอาหาร แต่กลับมีผู้คนแวะเวียนมาอุดหนุนร้านอาหารแห่งนี้อยู่เป็นระยะ

เมื่อมองจากด้านนอก โถงชั้นหนึ่งก็มีคนนั่งไปแล้วเจ็ดถึงแปดส่วน

สวีต๋ารู้สึกทะแม่ง ๆ จึงเดินเข้าไปด้านใน

 

ทันใดนั้นก็มีเสี่ยวเอ้อเดินเข้ามาต้อนรับในทันที

“ท่านลูกค้าท่านนี้ มาคนเดียวหรือขอรับ ? ”

 

“ใช่ คนเดียว”

 

“เช่นนั้นเชิญนั่งทางด้านนี้เถิดขอรับ ตำแหน่งตรงนี้ดีมาก อากาศถ่ายเท ทิวทัศน์ก็งดงาม”

 

สวีต๋าถูกจัดให้นั่งในตำแหน่งที่ติดกับหน้าต่าง

ตำแหน่งนี้ดีจริง ๆ หันหน้าไปก็คือผืนน้ำของแม่น้ำฉินหวย เป็นจุดที่มองเห็นเรือสัญจรผ่านไปมา บรรยากาศยอดเยี่ยมเป็นที่สุด

 

เวลานี้ เสี่ยวเอ้อก็ยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งมาให้

ด้านบนมีตัวอักษรเขียนเอาไว้อย่างอัดแน่นเป็นระเบียบ

สวีต๋าเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ “นี่คือสิ่งใดกัน ? ”

 

เสี่ยวเอ้อเอ่ยตอบ “ท่านลูกค้า สิ่งนี้เรียกว่าเมนูอาหารขอรับ ท่านอยากกินสิ่งใด อยากสั่งสิ่งใด ล้วนสามารถค้นหาในนี้ได้เลย ท่านดูสิขอรับ ด้านบนยังมีราคาอาหารระบุไว้ด้วยนะขอรับ”

 

สวีต๋าฟังจนงุนงง ก้มหน้าลงมองดู ก็เป็นจริงตามนั้น

อาหารแต่ละอย่าง นอกเหนือจากชื่อแล้ว ยังมีราคาอาหารอีกด้วย

ช่างชัดเจนกระจ่างแจ้งเพียงปรายตามองจริง ๆ

สวีต๋ายังคงรู้สึกไม่ค่อยคุ้นชินนัก จึงเอ่ยถาม “เสี่ยวเอ้อ เจ้าลองบอกมาสิ ในร้านของพวกเจ้ามีห่านตุ๋นหรือไม่ ? ”

 

“ห่านตุ๋น ? ตอนนี้ยังไม่มีจริง ๆ ขอรับ”

 

สวีต๋ารู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง “เช่นนั้นที่นี่มีของอร่อยอันใดบ้าง ? ”

 

“ท่านลูกค้า ผัดเปรี้ยวหวานผักกาดขาวคืออาหารที่อร่อยที่สุดของที่นี่แล้ว ท่านอยากจะลองชิมดูหรือไม่ขอรับ ? ”

 

สวีต๋าถึงกับขมวดคิ้วเข้าหากัน

“ผัดเปรี้ยวหวานผักกาดขาวงั้นรึ ? นั่นมันมีอะไรให้อร่อยกัน ? ”

 

“ผัดเปรี้ยวหวานผักกาดขาวของที่อื่นนั้นไม่มีอะไรให้อร่อยจริง ๆ นั่นแหละขอรับ แต่ของพวกเราไม่เหมือนกัน มันคืออาหารรสเลิศในแดนดิน มีคนสั่งกันเยอะมากเลยนะขอรับ”

พูดไปพลาง เสี่ยวเอ้อก็ชี้มือไปยังโต๊ะข้าง ๆ อีกหลายโต๊ะ

 

สวีต๋าพอมองดูก็ร้องไอหยา เป็นจริงตามนั้นเสียด้วย

แทบจะทุกโต๊ะล้วนมีของที่ดูเหมือนผัดผักกาดขาววางอยู่หนึ่งจาน

พวกเขากินกันอย่างเอร็ดอร่อยเหลือเกิน

 

สวีต๋าจึงกล่าวว่า “ได้ เช่นนั้นก็เอาผัดผักกาดขาวมาให้ข้าหนึ่งจาน ข้าล่ะอยากจะชิมดูนัก ว่าผักกาดขาวมันจะอร่อยได้สักแค่ไหนเชียว อ้อ จริงสิ เอาอาหารจานเนื้อมาให้ข้าอีกสักจานด้วยนะ”

 

“ได้เลยขอรับ ! ท่านลูกค้า ท่านรอสักประเดี๋ยว ประเดี๋ยวก็มาแล้วขอรับ”

เสี่ยวเอ้อเดินจากไป

 

สวีต๋ารู้สึกตะหงิด ๆ อยู่ในใจ รู้สึกอยู่เสมอว่าร้านอาหารแห่งนี้มันพิลึกพิลั่น ไม่เหมือนกับร้านอาหารทั่วไป

แต่หากจะให้บอกว่าไม่เหมือนตรงที่ใด ชั่วขณะหนึ่งก็ยังคิดไม่ออก

ก็ยังคงเป็นคำพูดประโยคเดิม ผัดผักกาดขาวสรุปแล้วมันจะอร่อยไปได้สักแค่ไหนเชียว ?

หรือว่าจะสามารถผัดผักกาดขาวให้ออกมาเป็นดอกไม้งดงามวิจิตรพิสดารได้ ?

ผ่านไปชั่วครู่ อาหารสองจานก็ถูกเสี่ยวเอ้อยกมาเสิร์ฟก่อน

 

“หมูตงพัว ผัดเปรี้ยวหวานผักกาดขาว มาแล้วขอรับ ท่านลูกค้า เชิญค่อย ๆ รับประทานนะขอรับ”

เสี่ยวเอ้อพูดจบ ก็เดินจากไปรวดเร็วราวกับสายลมพัดผ่าน

 

สวีต๋ามองดูอาหารทั้งสองจาน หยิบตะเกียบขึ้นมา แล้วก็ยังคงคีบหมูตงพัวชิ้นหนึ่ง ส่งเข้าปากไปก่อน

อืม รสชาติก็พอใช้ได้

นุ่มมาก อีกทั้งยังเคี้ยวหนึบสู้ฟัน

หมูตงพัวจานนี้ก็ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว

แต่ก็ว่ากันตามตรงแล้ว หากนำไปเปรียบเทียบกับหมูตงพัวที่พ่อครัวเกาแห่งจวนเว่ยกั๋วกงทำ ก็ยังถือว่าด้อยกว่าอยู่บ้าง

 

จากนั้น สวีต๋าก็หันสายตากลับมามองไปที่อาหารเจจานนั้น

เขาคือสัตว์กินเนื้อขนานแท้ สำหรับผักแล้วเขาไม่มีความสนใจเลยแม้แต่น้อยจริง ๆ

ทว่าในเมื่อเสี่ยวเอ้อบอกแล้ว ว่านี่คืออาหารรสเลิศในแดนดิน อย่างไรเสียก็ต้องกินชิมดูสักคำ

สวีต๋าก้มหน้าลง ก็ได้กลิ่นหอมกรุ่นของอาหารที่หอมเอามาก ๆ สายหนึ่ง

เปรี้ยวอมหวาน เข้มข้นทว่ากลับนุ่มนวล

นี่คือกลิ่นของผัดเปรี้ยวหวานผักกาดขาวงั้นรึ ?

 

สวีต๋ากลืนน้ำลายลงคอไปอึกหนึ่งโดยไม่รู้ตัว

เดิมทีเขาไม่ได้หิวเท่าใดนัก แต่ตอนนี้กลับรู้สึกหิวโหยไส้กิ่วขึ้นมาทันที

สวีต๋าคีบผักกาดขาวขึ้นมาหนึ่งชิ้น ในที่สุดก็ส่งเข้าปาก

วินาทีต่อมา สวีต๋าก็เบิกตากว้าง แล้วสบถคำหยาบออกมาหนึ่งประโยค

Copyright © 2019 spoilsoc.com All rights reserved.