หน้าแรก > ยอดเชฟแห่งต้าหมิง: เปิดฉากมาก็พิชิตแม่นางสวีเมี่ยวอวิ๋น
บทที่ 59 เจ้าพวกหลี่จิ่งหลงมากันอีกแล้ว

spoilsoc.com

spoilsoc.com

spoilsoc.com

spoilsoc.com

spoilsoc.com

spoilsoc.com

spoilsoc.com

spoilsoc.com

*ตั้งค่าถาวร (คลิกตั้งค่าถาวร)

บทที่ 59 เจ้าพวกหลี่จิ่งหลงมากันอีกแล้ว 

 

เฉินหยางรู้สึกว่าประสบการณ์ของตนเอง เมื่อนำมาใช้ในยุคต้าหมิงแล้ว ก็ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นการลดระดับลงมาโจมตีข้ามมิติที่เหนือกว่าอยู่นิดหน่อย

ย่อมต้องใช้ประโยชน์จากมันให้ดีเสียแล้ว

แน่นอนว่า ไม่ใช่ประสบการณ์จากยุคหลังทั้งหมดที่จะนำมาประยุกต์ใช้ในยุคต้าหมิงโบราณนี้ได้

เฉินหยางยังคงต้องค่อยเป็นค่อยไป

 

ก่อนหน้านี้ได้กล่าวไปแล้ว ในยุคต้าหมิง ชาวบ้านธรรมดาทั่วไปจะกินอาหารแค่วันละสองมื้อ

ยามเฉิน ซึ่งก็คือช่วงเจ็ดถึงเก้าโมงเช้า เรียกว่ามื้อใหญ่

ยามเซิน ซึ่งก็คือช่วงบ่ายสามถึงห้าโมงเย็น เรียกว่ามื้อย่อย

 

แน่นอนว่า สำหรับพวกคนรวย ขุนนางและเชื้อพระวงศ์ย่อมไม่เหมือนกัน

พวกเขาอยากจะกินตอนไหน ก็กินได้ตอนนั้น

ยกตัวอย่างเช่นช่วงค่ำคืน จะเป็นช่วงเวลาที่คนรวยเหล่านั้นออกมารับประทานอาหาร เหลาอาหารระดับหรูหราต่างๆ ในนครหนานจิงล้วนอาศัยสิ่งนี้ในการทำมาหากิน

 

ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาอาหารของชาวบ้าน แต่บรรดาลูกค้าก็ทยอยเข้ามาในร้านไม่น้อยแล้ว

เฉินหยางกลับไม่ได้รู้สึกประหลาดใจแต่อย่างใด

ต้องรอให้คูปองส่วนลดหลายร้อยใบนั้นถูกใช้จนหมดไปเสียก่อน หากยังคงมีลูกค้าแวะเวียนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เช่นนั้นถึงจะเรียกว่าน่าประหลาดใจอย่างแท้จริง

 

เฉินหยางยืนอยู่ด้านนอกร้าน เงยหน้าขึ้นมองดูป้ายร้านขนาดใหญ่แผ่นนั้น

เขารู้สึกพึงพอใจมาก มันช่างดูโอ่อ่า และทรงพลังยิ่งนัก

เมื่อแขวนป้ายร้านขึ้นไปแล้ว ร้านอาหารแห่งนี้ถึงจะถือว่าดูเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาเสียที

จังหวะนั้นเอง อ้ายเยว่หลานก็วิ่งออกมา

"ท่านพี่ มีคนสั่งผัดเปรี้ยวหวานผักกาดขาวเจ้าค่ะ"

"รู้แล้วล่ะ"

 

เฉินหยางขานรับคำหนึ่ง แล้วจึงเดินเข้าไปยุ่งอยู่ด้านใน

ตอนนี้คนที่สั่งผัดเปรี้ยวหวานผักกาดขาวมีเยอะขึ้นเรื่อยๆ แล้ว

คาดว่าวันหน้าจะยิ่งมีเยอะกว่านี้อีก

ในขณะเดียวกัน รถม้าคันหนึ่งก็แล่นเข้ามา และจอดลงที่ริมทาง

คนผู้หนึ่งก้าวลงมาจากรถม้า

 

เขาเอามือไพล่หลัง เดินส่ายอาดๆ อย่างวางก้ามมาจนถึงหน้าประตูหอเลิศรสขจรขจาย

คนผู้นี้ก็คือหลี่จิ่งหลงนั่นเอง

 

เมื่อวานเขาเพิ่งจะมา วันนี้ก็วิ่งแจ้นมาอีกแล้ว

เพราะเหตุใดน่ะหรือ?

ก็เป็นเพราะว่าของกินที่นี่มันอร่อยเกินไปอย่างไรเล่า

ผัดเปรี้ยวหวานผักกาดขาว

ปิ่งต้นหอมพันชั้น

หลี่จิ่งหลงกินไปไม่น้อยเลยเมื่อวานนี้

ที่น่ามหัศจรรย์ก็คือ พอเขากลับไปถึงจวน ก็รู้สึกหิวขึ้นมาทันที แถมยังอยากกินของสองอย่างนี้อีกด้วย

 

เมื่อคืนเขานอนไม่หลับทั้งคืน แม้แต่ในฝันก็ยังอยากจะมากินให้ได้

หลี่จิ่งหลงถึงขั้นสงสัยว่าตนเองถูกผีสางนางไม้เข้าสิงหรือเปล่า

นี่ไงล่ะ วันนี้หลี่จิ่งหลงถึงได้มาปรากฏตัวที่นี่

หากไม่ใช่เพราะในจวนมีธุระ ทำให้หลี่จิ่งหลงต้องเสียเวลาไปครึ่งค่อนวัน เขาคงจะมาตั้งแต่เช้าตรู่แล้ว

หลี่จิ่งหลงเองก็มองเห็นป้ายร้านขนาดใหญ่นั้นเช่นกัน

"อืม ดูหรูหราโอ่อ่าไม่เบา"

 

หลี่จิ่งหลงเพิ่งจะก้าวเท้าเข้าไป ก็ได้ยินเสียงคนเรียกเขาเสียก่อน

"ซื่อจื่อ!"

หลี่จิ่งหลงหันกลับไปมอง ก็งุนงงไปเล็กน้อย

"พี่อู๋นี่เอง เหตุใดท่านถึงมาที่นี่อีกแล้วเล่า?"

 

ที่แท้ก็คือหนึ่งในบรรดาคุณชายที่มาด้วยกันเมื่อวานนี้นั่นเอง

คุณชายอู๋ท่านนี้ก็มีสภาพเดียวกับหลี่จิ่งหลง คือหิวจนน้ำลายสอ วันนี้ทนไม่ไหวถึงได้วิ่งแจ้นมาที่นี่

ในเมื่อบังเอิญมาเจอกันแล้ว เช่นนั้นก็กินด้วยกันเสียเลยสิ

ทั้งสองคนเพิ่งจะเดินเข้าไป ก็ถูกเรียกเอาไว้อีกครั้ง

มีคุณชายอีกสองท่านมาถึงแล้ว

"พี่จ้าว พี่หยาง พวกท่าน..."

 

หลายคนมาพบหน้ากัน ก็รู้สึกกระอักกระอ่วนใจอยู่ไม่น้อย พูดคุยกันได้สองประโยค ก็พากันเดินเข้าไปในร้านเจวี๋ยเว่ยเพียวเซียงก่วน

"ซื่อจื่อ ข้าว่านะ วันนี้พวกเราต้องสั่งผักกาดขาวมาเพิ่มอีกสักสองจานแล้วล่ะ"

"แล้วก็ปิ่งหอมต้นหอมนั่นด้วย"

"ปิ่งต้นหอมน้ำมันต่างหาก ปิ่งต้นหอมพันชั้นน่ะ"

 

หลี่จิ่งหลงมีน้ำโหขึ้นมา "สั่งมาเพิ่มอีกสองจานอะไรกัน พวกเราสั่งมาคนละจานเลยถึงจะถูก!"

บรรดาคุณชายต่างก็ไม่วางมาดอีกต่อไป รีบขานรับกันอย่างพร้อมเพรียง

"ใช่ สั่งมาคนละจาน แบบนี้แหละดีที่สุด จะได้ไม่ต้องมีใครมาแย่งใคร!"

"แล้วก็ปิ่งต้นหอมพันชั้นนั่นด้วย หนึ่งที่ก็ไม่ได้มีเยอะแยะอะไร เอามาคนละที่เลย!"

 

เวลาผ่านไปไม่นานนัก ภาพอันน่าอัศจรรย์ใจก็ปรากฏขึ้น

คุณชายที่สวมเสื้อผ้าอาภรณ์หรูหราเหล่านี้นั่งอยู่ในห้องส่วนตัว เบื้องหน้าของแต่ละคนล้วนมีผัดเปรี้ยวหวานผักกาดขาววางอยู่คนละจาน ในมือยังถือปิ่งต้นหอมพันชั้นเอาไว้อีกคนละชิ้น

กินกันอย่างเอร็ดอร่อยเบิกบานใจเป็นที่สุด

 

พอเฉินหยางเดินเข้ามาดู ก็ถึงกับตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก

คนที่รู้ ก็ย่อมรู้ว่าคนเหล่านี้คือคุณชาย

คนที่ไม่รู้ คงนึกว่าเป็นพวกใช้แรงงานทำงานหนักที่ไหนมาเสียอีก

ตอนนีัเฉินหยางยังไม่รู้ว่าคุณชายที่เป็นผู้นำนั้นคือหลี่จิ่งหลง เพียงแต่รู้สึกว่าคนผู้นี้จะต้องมีฐานะไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน ดังนั้นจึงอยากจะคอยดูแลเอาใจใส่ให้มากหน่อย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดอันใดขึ้น

 

ยิ่งไปกว่านั้น คุณชายเหล่านี้ก็ช่างมือเติบใจกว้างจริงๆ

เมื่อวานค่าอาหารแค่สองร้อยเหวิน แต่กลับโยนตั๋วเงินมูลค่าห้าตำลึงเงินมาให้

นี่ก็เปรียบเสมือนกับการสั่งเบียร์ขวดเดียวในบาร์ยุคหลัง แต่กลับโยนเงินให้เป็นหมื่นหยวนก็ไม่ปาน

 

เฉินหยางเคาะประตูเดินเข้ามา พลางยิ้มและกล่าวว่า "คุณชายทุกท่าน หากมีความต้องการสิ่งใดก็บอกข้าได้ตลอดเวลาเลยนะขอรับ ร้านของพวกเราแม้จะเล็ก แต่ก็จะพยายามตอบสนองความต้องการอย่างสุดความสามารถ"

หลี่จิ่งหลงวางตะเกียบลง ทว่ามืออีกข้างยังคงถือปิ่งต้นหอมพันชั้นที่เหลืออยู่ครึ่งชิ้นเอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย

"เถ้าแก่อย่างเจ้านี่ช่างทำธุรกิจเป็นเสียจริงนะ"

"ผู้น้อยเพียงแค่อยากจะดูแลทุกท่านให้ดีที่สุดก็เท่านั้นขอรับ"

"ข้าขอถามเจ้าหน่อย ผัดเปรี้ยวหวานผักกาดขาวนี่พ่อครัวใหญ่ท่านใดเป็นคนทำงั้นรึ?"

 

เวลานี้ คุณชายอู๋ก็หัวเราะพลางเอ่ยขึ้นว่า "ซื่อจื่อ ท่านคงไม่ได้คิดอยากจะฉกคนของเขาไปหรอกนะ?"

หลี่จิ่งหลงโบกมือปัด "พูดจาเหลวไหล ข้าไม่ได้มีนิสัยต่ำช้าปานนั้นเสียหน่อย"

แต่อันที่จริงหลี่จิ่งหลงก็แอบคิดเช่นนั้นอยู่เหมือนกัน

หากสามารถดึงตัวพ่อครัวใหญ่คนนี้ไปอยู่ที่จวนได้ เช่นนั้นก็จะได้กินผัดเปรี้ยวหวานผักกาดขาวกับปิ่งต้นหอมทุกวันเลยไม่ใช่หรือ?

 

ทว่าเฉินหยางกลับเอ่ยว่า "อันที่จริง พ่อครัวใหญ่ท่านนั้นก็คือผู้น้อยเองขอรับ"

เวลานี้ เฉินหยางมั่นใจแล้วว่า คุณชายท่านนี้จะต้องเป็นบุคคลสำคัญอย่างแน่นอน

ไม่อย่างนั้นคงไม่ถูกเรียกว่า "ซื่อจื่อ" หรอก

บรรดาคุณชายรวมถึงหลี่จิ่งหลงต่างชะงักงันไป

 

"เจ้าเนี่ยนะ?"

"ใช่แล้วขอรับ ผู้น้อยเอง"

"ดูท่าทางเจ้าไม่เหมือนพ่อครัวใหญ่เลยนะ"

Copyright © 2019 spoilsoc.com All rights reserved.