spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
| *ตั้งค่าถาวร (คลิกตั้งค่าถาวร) |
บทที่ 50 วันแรกของการเปิดกิจการ ความคึกคักที่ไม่เคยมีมาก่อน
สวีเมี่ยวอวิ๋นไล่น้องชายและน้องสาวออกไป ในที่สุดนางก็สามารถอยู่เงียบๆ ได้ครู่หนึ่งแล้ว
สวีเมี่ยวจิ่นยังคงต้องการหยิบแผ่นการ์ดใบเล็กของตนเอง
ทว่าสวีเมี่ยวอวิ๋นกลับกล่าวว่า "เอาล่ะ ข้าจะเก็บรักษาแทนเจ้าเอง ถึงเวลาต้องใช้ค่อยเอาไปให้เจ้า อีกอย่าง เจ้าขาดแคลนเงินห้าสิบเหวินนั่นจริงๆ หรือ?"
สวีเมี่ยวจิ่นถึงได้เดินจากไปอย่างไม่ค่อยจะเต็มใจนัก
สวีเมี่ยวอวิ๋นมองดูแผ่นการ์ดใบเล็กสองใบนั้นอีกครั้ง ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกน่าอัศจรรย์ใจ
วิธีนี้ช่างไม่เลวเลยจริงๆ
หากนาง สวีเมี่ยวอวิ๋น ได้รับแผ่นการ์ดเล็กๆ เช่นนี้ ก็คงจะอยากลองไปดูสักหน่อยเช่นกัน
ถึงแม้เงินห้าสิบเหวิน รวมถึงเงินสำหรับซื้อปิ่งเนื้อกรอบหอมสองชิ้น สำหรับนางแล้วจะไม่ค่าควรให้เอ่ยถึงเลยก็ตาม แต่มันก็ช่างมีแรงดึงดูดใจถึงเพียงนี้
เถ้าแก่เฉิน ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ
วันรุ่งขึ้น ทางฝั่งเฉินหยางก็ได้รับรายงานจากกัวซานหลาง ว่าแผ่นการ์ดใบเล็กหลายร้อยใบได้ถูกแจกจ่ายจนหมดเกลี้ยงแล้ว
เฉินหยางก็ออกไปดูตามท้องถนนเช่นกัน ผู้คนที่สัญจรไปมาซึ่งได้รับแผ่นการ์ดใบเล็กไปต่างก็มีปฏิกิริยาตอบรับที่รุนแรงมาก
บางคนถึงขั้นกำลังศึกษามันอย่างจริงจัง
พวกเขาไม่ได้โยนแผ่นการ์ดเล็กๆ เหล่านี้ทิ้งไปเหมือนอย่างคนในยุคหลัง
เฉินหยางรู้สึกพึงพอใจกับผลลัพธ์นี้เป็นอย่างมาก
แผ่นการ์ดใบเล็ก อันที่จริงก็คือคูปองเงินสดและคูปองส่วนลดที่เฉินหยางทำขึ้นมา
ในยุคราชวงศ์หมิงนี้ วิธีการทำการตลาดเช่นนี้ไม่ใช่ว่าจะไม่มี แต่ก็ไม่ได้มีรูปแบบที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมถึงเพียงนี้
ดังนั้นการแจกคูปองส่วนลด จึงถือเป็นเรื่องแปลกใหม่
เวลานี้ เฉินหยางมองเห็นคนหลายคนกำลังรุมล้อมพนักงานที่สวมเสื้อกั๊กสีน้ำเงินและกำลังทุ่มเถียงอะไรบางอย่างกันอยู่
เฉินหยางเดินเข้าไปฟัง ก็ถึงกับหัวเราะร่วน
"พี่ชายๆ ยังมีของสิ่งนั้นอยู่อีกหรือไม่?"
"ของสิ่งใดรึ?"
"ก็กระดาษแผ่นเล็กๆ นั่นอย่างไรเล่า"
"เฮ้อ ท่านหมายถึงคูปองส่วนลดน่ะรึ มันหมดไปตั้งนานแล้ว"
"หมดแล้วรึ? เป็นไปไม่ได้! ครอบครัวท่านอาสามของข้าได้รับกันทุกคนเลยนะ!"
"ก็เพราะอย่างนั้นถึงได้หมดไงเล่า ถูกพวกเขารับไปจนเกลี้ยงแล้ว"
ด้วยเหตุนี้ คนหลายคนถึงได้เดินจากไปอย่างผิดหวัง
สถานการณ์เช่นนี้พบเห็นได้ไม่น้อยเลยบนท้องถนน พนักงานที่สวมเสื้อกั๊กสีน้ำเงินแทบทุกคนล้วนเจอคนมาขอคูปองส่วนลด
ตอนนี้คูปองส่วนลดหลายร้อยใบแจกจ่ายออกไปแล้ว ไม่เพียงพอต่อความต้องการเลยแม้แต่น้อย
แต่เฉินหยางก็ไม่ได้ตั้งใจจะทำขึ้นมาใหม่อีกแล้ว
ช่วงไม่กี่วันก่อนเปิดร้าน คูปองส่วนลดชนิดนี้จะแจกออกไปมากเกินไปไม่ได้ มิเช่นนั้นเหล่าลูกค้าพากันแห่ทะลักเข้ามา ร้านคงจะรับมือไม่ไหวเป็นแน่
ทำเกินพอดีย่อมส่งผลเสีย สุขเกินไปจะกลายเป็นทุกข์ ต้องรู้จักความพอดี
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ เฉินหยางก็ยังคงไม่ค่อยวางใจนัก จึงเดินทางไปยังร้านที่ถนนเหอตงอีกครั้ง
ลูกจ้างสองคนกำลังง่วนอยู่กับการทำงานที่โถงชั้นหนึ่ง
ทั้งเช็ดโต๊ะ เช็ดหน้าต่าง กวาดพื้น จัดเรียงโต๊ะเก้าอี้ ยุ่งกันจนหัวหมุนแต่ก็ยังสนุกสนาน
ทางด้านห้องครัวด้านหลังก็คึกคักอย่างเต็มที่เช่นกัน
จ้าวต้าเฉียงกำลังล้างผักอยู่กับลูกจ้างนามว่าหลิวซาน เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดร้านในวันพรุ่งนี้
เฉินหยางเอ่ยขึ้น "พี่ต้าเฉียง เตรียมผักเอาไว้ให้มากหน่อย ดูจากสถานการณ์แล้วพรุ่งนี้น่าจะมีคนมาไม่น้อยเลย"
จ้าวต้าเฉียงฉีกยิ้มกว้าง "เถ้าแก่ ท่านวางใจเถอะ ข้ารู้ว่าจะมีคนมาเยอะ ข้าเตรียมข้าวของเอาไว้เต็มพิกัดอย่างแน่นอน"
หลิวซานมีสีหน้าตื่นเต้นและภาคภูมิใจ "เถ้าแก่ ท่านป้าของข้าก็ได้รับคูปองส่วนลดกันหมดแล้วล่ะ พวกเขารอแค่พรุ่งนี้ร้านเปิดก็จะมาลิ้มลองของใหม่กันแล้ว"
เฉินหยางพยักหน้ารับ เพิ่งจะหันหลังเดินจากไป ทว่าจู่ๆ ก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
"จริงสิ พี่ต้าเฉียง ล้างผักกาดขาวให้เยอะหน่อยนะ พรุ่งนี้หากมีคนสั่งผัดเปรี้ยวหวานผักกาดขาว ข้าจะลงมือทำเอง"
จ้าวต้าเฉียงชะงักไปเล็กน้อย "เถ้าแก่ ผัดเปรี้ยวหวานผักกาดขาวท่านจะเป็นคนทำรึ?"
เฉินหยางพยักหน้ารับ
จ้าวต้าเฉียงและหลิวซานหันมองหน้ากันไปมา รู้สึกงุนงงสับสน
เมื่อก่อนเฉินหยางเคยทำงานอยู่ในห้องครัวด้านหลังก็จริงอยู่ แต่นั่นก็เป็นการทำงานในฐานะลูกจ้าง
หากจะบอกว่าผัดผักกาดขาวนั้นไม่ได้ยาก ทว่าการจะผัดให้อร่อย กลับยากกว่ามากนัก
เฉินหยางเป็นเถ้าแก่อยู่ดีๆ เหตุใดถึงต้องอยากจะลงมือทำงานด้วยเล่า?
หากจ้าวต้าเฉียงและหลิวซานเคยได้ลิ้มรสผัดเปรี้ยวหวานผักกาดขาวที่เฉินหยางเป็นคนทำ ก็คงจะไม่มีความกังขาใดๆ ทั้งสิ้นแล้ว
เฉินหยางเดินตรวจตราดูโถงชั้นหนึ่งไปรอบหนึ่ง รู้สึกว่าไม่มีสิ่งใดตกหล่น
บริเวณหน้าประตูมีผู้คนสัญจรไปมาแวะหยุดยืนอยู่เป็นระยะ พร้อมกับชี้ชวนกันดูร้าน
เห็นได้ชัดว่าเป็นเหล่าลูกค้าที่แวะมาดูลาดเลากันล่วงหน้า
ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะมีคนมาสักกี่คน เฉินหยางก็ชักจะรู้สึกตั้งตารอคอยขึ้นมาจริงๆ เสียแล้ว
วันรุ่งขึ้น ณ จวนเว่ยกั๋วกง สองพี่น้องสวีเมี่ยวอวิ๋นและสวีเมี่ยวจิ่นโดยสารรถม้า มุ่งหน้าเดินทางออกไปทางนอกเมือง
สถานที่ที่พวกนางกำลังจะไป ก็คือถนนเหอตง ซึ่งก็คือสถานที่ตั้งร้านอาหารแห่งใหม่ของเฉินหยางนั่นเอง
เดิมทีสวีเจิงโส่วก็จะไปด้วยเช่นกัน ทว่ากลับถูกพี่ใหญ่สวีอวิ่นกงดึงตัวไปทำธุระกะทันหัน
ตั้งแต่เช้าตรู่ สวีเมี่ยวจิ่นรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก คอยพูดคุยกับสวีเมี่ยวอวิ๋นไม่ยอมหยุด
สวีเมี่ยวอวิ๋นเองก็มีอารมณ์เบิกบานใจเป็นอย่างมาก ทั้งยังรู้สึกคาดหวังว่าตอนที่ร้านของเฉินหยางเปิดกิจการ จะมีภาพเหตุการณ์เช่นไรเกิดขึ้น
สวีเมี่ยวจิ่นเอ่ยถาม "ท่านพี่ ท่านว่าจะมีคนไปกินอาหารที่ร้านของเถ้าแก่เฉินสักกี่คนกันรึ?"
สวีเมี่ยวอวิ๋นส่ายหน้า "ข้าจะไปรู้ได้อย่างไรกันล่ะ เดี๋ยวพวกเราก็จะได้เห็นกันแล้ว"
"นั่นก็จริง หากถึงเวลาแล้วไม่มีคนมาเลยสักคน คงน่าตลกพิลึก"
"พูดจาเหลวไหลอันใดกัน อย่างไรก็คงไม่ถึงขั้นไม่มีคนมาเลยสักคนหรอก"
รถม้าแล่นมาถึงถนนเหอตง ก็ชะลอความเร็วลง
สวีเมี่ยวจิ่นเลิกม่านหน้าต่างรถม้าขึ้นดู ก็อดไม่ได้ที่จะตกใจจนสะดุ้ง
บนท้องถนนมีแต่คนเต็มไปหมด ราวกับกำลังมีงานเทศกาลจับจ่ายซื้อของอย่างไรอย่างนั้น
ทั้งสองคนเองก็รอไม่ไหวแล้ว จึงตัดสินใจลงจากรถม้า แล้วเดินเท้าตรงไปข้างหน้า
สวีเมี่ยวจิ่นเอ่ยถาม "คนเหล่านี้ล้วนมาทำสิ่งใดกัน? หรือว่ากำลังมีงานวัดเปิดอยู่รึ?"
สวีเมี่ยวอวิ๋นปรายตามองน้องสาวแวบหนึ่ง "พูดจาเหลวไหล ที่นี่จะมีวัดวาอารามที่ใดกัน"
ทว่าผ่านไปไม่นาน ทั้งสองคนก็ได้รับคำตอบ
จุดหมายปลายทางของฝูงชนมีเพียงแห่งเดียวเท่านั้น นั่นก็คือร้านอาหารของเฉินหยาง!