หน้าแรก > ยอดเชฟแห่งต้าหมิง: เปิดฉากมาก็พิชิตแม่นางสวีเมี่ยวอวิ๋น
บทที่ 48 ผักกาดขาวของเถ้าแก่เฉินทำไมถึงได้ทำออกมาอร่อยขนาดนั้น?

spoilsoc.com

spoilsoc.com

spoilsoc.com

spoilsoc.com

spoilsoc.com

spoilsoc.com

spoilsoc.com

spoilsoc.com

*ตั้งค่าถาวร (คลิกตั้งค่าถาวร)

บทที่ 48 ผักกาดขาวของเถ้าแก่เฉินทำไมถึงได้ทำออกมาอร่อยขนาดนั้น? 

 

เวลานี้หูจงคิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าคนเหล่านี้ล้วนถูกเฉินหยางดึงตัวไปหมดแล้ว

สามวันให้หลัง ณ จวนเว่ยกั๋วกง

สวีเมี่ยวอวิ๋นกำลังอ่านหนังสืออยู่ในห้องหนังสือ ทว่าผ่านไปเนิ่นนานกลับไม่ได้เปิดไปหน้าต่อไปเลย

ไม่ใช่เป็นเพราะในหนังสือเล่มนี้มีความรู้ลึกซึ้งอันใดที่ทำให้นางขบคิดไม่แตกฉาน ทว่าในหัวของนางกลับเต็มไปด้วยผัดเปรี้ยวหวานผักกาดขาวต่างหาก

 

ช่างแปลกประหลาดเสียจริง

ทำไมถึงได้อร่อยขนาดนั้นกันนะ?

เถ้าแก่เฉินทำได้อย่างไรกัน?

สวีเมี่ยวอวิ๋นคิดอย่างไรก็คิดไม่ตกจริงๆ

 

ก็แค่ผักกาดขาวไม่ใช่หรือไร พอไปอยู่ในมือของเฉินหยาง เหตุใดถึงได้กลายเป็นอาหารรสเลิศในแดนดินไปได้เล่า?

พ่อครัวเกาในจวนเองก็เก่งกาจมากอยู่แล้ว กับข้าวที่ทำก็อร่อยมากเช่นกัน

แต่หากจะให้ทำผักกาดขาวออกมาได้ถึงระดับนั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้อย่างเด็ดขาด

 

ดูจากตรงนี้แล้ว เฉินหยางไม่เพียงแต่จะทำปิ่งต้นหอมและปิ่งเนื้อได้ยอดเยี่ยมเท่านั้น แม้กระทั่งการทำผักกาดขาวก็ยังมีฝีมือในระดับที่ไม่ธรรมดาอีกด้วย

แย่แล้ว!

จู่ๆ สวีเมี่ยวอวิ๋นก็พบว่าตัวเองน้ำลายไหล เกือบจะหยดลงบนหนังสืออยู่แล้ว

ไม่... ไม่มีใครเห็นใช่หรือไม่?

 

สวีเมี่ยวอวิ๋นหันมองซ้ายมองขวา

นางถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก เสี่ยวชุ่ยไม่ได้อยู่ในห้องหนังสือ จึงไม่เห็นฉากนี้เข้า มิเช่นนั้นคงถูกเสี่ยวชุ่ยแอบหัวเราะเยาะลับหลังจนตายเป็นแน่

ต้องโทษเฉินหยางนั่นแหละ จะทำผักกาดขาวให้อร่อยขนาดนั้นไปทำไมกัน?

แต่พูดกันตามความจริงแล้ว สำหรับสวีเมี่ยวอวิ๋น ผักกาดขาวถือเป็นวัตถุดิบในอุดมคติของนางจริงๆ

ดังที่เคยกล่าวไปก่อนหน้านี้ สวีเมี่ยวอวิ๋นแต่ไหนแต่ไรมาก็ไม่ชอบกินพวกเนื้อสัตว์อยู่แล้ว ปกติก็กินแต่ผัก

หลังจากที่ได้ไปกินปิ่งเนื้อกรอบหอมที่ร้านของเฉินหยาง ถึงได้กินเนื้อสัตว์มากขึ้นมาบ้าง

 

ทว่าสวีเมี่ยวอวิ๋นก็รู้ดีว่า ปิ่งต้นหอมพันชั้นและปิ่งเนื้อกรอบหอมถึงจะอร่อยก็จริง แต่อาหารทั้งสองอย่างล้วนเป็นของกินที่ค่อนข้างอมน้ำมัน

ดังนั้นสวีเมี่ยวอวิ๋นจึงบังคับตัวเองไม่ให้กินมากจนเกินไป เว้นระยะไปหลายวันถึงจะกินสักครั้ง

คราวนี้ก็แย่สิ เฉินหยางเล่นทำผักกาดขาวออกมาได้อร่อยถึงเพียงนี้ แล้วสวีเมี่ยวอวิ๋นจะทนไหวได้อย่างไร

ต้องได้กินทุกวันสิถึงจะดี

 

พอสวีเมี่ยวอวิ๋นคิดมาถึงตรงนี้ ก็สะดุ้งตกใจกับตัวเอง

กินผัดเปรี้ยวหวานผักกาดขาวทุกวัน ช่างกล้าคิดออกมาได้นะตัวข้า

แต่ทว่า ผัดเปรี้ยวหวานผักกาดขาวที่เฉินหยางทำ หากได้กินทุกวันก็ดีไม่น้อยเลยนี่นา

สวีเมี่ยวอวิ๋นคิดฟุ้งซ่านไปเรื่อยเปื่อยจนความคิดสับสนปนเปไปหมด แล้วเช่นนี้จะยังมีสมาธิอ่านหนังสือได้อย่างไรกัน?

 

จังหวะนั้นเอง เสี่ยวชุ่ยก็วิ่งเข้ามาพอดี

สวีเมี่ยวอวิ๋นรีบนั่งหลังตรง แล้วกระแอมไอเบาๆ

"มีเรื่องอันใดรึ? ถึงได้ลุกลี้ลุกลนเช่นนี้"

เสี่ยวชุ่ยเอ่ยตอบ "คุณหนูใหญ่เจ้าคะ เถ้าแก่เฉินให้คนส่งสิ่งนี้มาให้เจ้าค่ะ"

พูดจบ เสี่ยวชุ่ยก็ยื่นเทียบสีแดงฉบับหนึ่งมาตรงหน้าสวีเมี่ยวอวิ๋น

สวีเมี่ยวอวิ๋นชะงักไปเล็กน้อย "เถ้าแก่เฉินส่งมารึ?"

เสี่ยวชุ่ยพยักหน้ารับ

 

สวีเมี่ยวอวิ๋นเปิดเทียบออกดู แล้วก็เข้าใจได้ในทันที

นี่คือเทียบเชิญ เทียบเชิญร่วมงานเปิดร้านนั่นเอง

สวีเมี่ยวอวิ๋นพอมองดูลายมือ ก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นเฉินหยางเขียนด้วยตัวเอง

อีกทั้งเนื้อหาในนั้นก็ยังพิเศษมากอีกด้วย

 

【วันที่สิบห้าเดือนนี้ร้านจะเปิดกิจการ หากคุณหนูใหญ่สวีมีเวลาว่างก็ขอเชิญแวะมาเยี่ยมชม】

น่าสนใจจริงๆ ประโยคเหล่านี้เขียนออกมาได้ราวกับคนทั่วไปกำลังพูดคุยทักทายกันเรื่องสัพเพเหระในครอบครัวอย่างไรอย่างนั้น

เสี่ยวชุ่ยชะเง้อคอมองดู พลางเอ่ยถาม "คุณหนูใหญ่ วันที่สิบห้าเดือนนี้ ก็อีกแค่สองวันเองนี่เจ้าคะ พวกเราจะไปหรือไม่เจ้าคะ?"

 

สวีเมี่ยวอวิ๋นกระแอมไอเบาๆ อีกครั้ง ทำทีเป็นพลิกหน้าหนังสือราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น "ถึงตอนนั้น... ถึงตอนนั้นค่อยดูสถานการณ์ แล้วค่อยว่ากันอีกทีเถิด"

เสี่ยวชุ่ยร้อง "อ้อ" ออกมาคำหนึ่ง แล้วถอยกลับไปยืนอยู่ข้างกายสวีเมี่ยวอวิ๋น

 

ทันใดนั้น เสี่ยวชุ่ยก็ขยับเข้าไปใกล้อีกครั้ง แล้วกระซิบเสียงเบา "คุณหนูใหญ่เจ้าคะ ผักกาดขาวของเถ้าแก่เฉินนี่ทำออกมาได้ช่าง... นุ่มละมุน..."

สวีเมี่ยวอวิ๋นโบกมือปัด "เอาล่ะๆ เลิกคิดเรื่องไร้สาระพวกนี้เสียที"

"เจ้าค่ะ"

 

คราวก่อนเสี่ยวชุ่ยเองก็ได้กินผักกาดขาวไปสองสามคำ พอกินเข้าไปก็แทบจะสติแตก ราวกับคนบ้าไปเลยทีเดียว

ตอนนี้เสี่ยวชุ่ยก็มักจะคอยเตือนอยู่บ่อยๆ ว่าผักกาดขาวของเถ้าแก่เฉินทำอร่อยมากแค่ไหน ทำเอาสวีเมี่ยวอวิ๋นยิ่งรู้สึกว้าวุ่นใจมากขึ้นไปอีก

หากไม่ใช่เพราะสวีเมี่ยวอวิ๋นเป็นคนมีความอดกลั้นสูง นางคงจะวิ่งไปรายงานตัวที่ร้านหอเลิศรสทุกวันจริงๆ นั่นแหละ

 

ตอนนี้ร้านอาหารของเถ้าแก่เฉินกำลังจะเปิดแล้ว ช่างทำให้ผู้คนอดใจรอแทบไม่ไหวเลยจริงๆ

จู่ๆ สวีเมี่ยวอวิ๋นก็นึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้

"ร้านอาหารของเถ้าแก่เฉินเปิดกิจการ จะมีคนไปสักกี่คนกันนะ?"

เสี่ยวชุ่ยได้ยินดังนั้น ก็รีบเอ่ยทันที "คนน่าจะไม่เยอะเท่าใดนะเจ้าคะ เขาไม่ได้เป็นขุนนางเสียหน่อย"

สวีเมี่ยวอวิ๋นพยักหน้ารับ

ทุกสิ่งเริ่มต้นย่อมยากลำบากเสมอ

การเปิดร้านทำธุรกิจยิ่งเป็นเช่นนั้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในนครหนานจิง ที่มีร้านอาหารอยู่มากมายเต็มไปหมด

 

เท่าที่สวีเมี่ยวอวิ๋นรู้มา ถนนเหอตงนั้นไม่ยาวนัก แต่กลับมีร้านอาหารและร้านเหล้าอยู่ถึงสิบกว่าแห่ง การแข่งขันเรียกได้ว่าดุเดือดเลือดพล่านเลยทีเดียว

ต่อให้ร้านแห่งนั้นจะดูโดดเด่นสะดุดตา และเถ้าแก่เฉินจะทำอาหารอร่อยมากเพียงใด ทว่าการจะทำให้ร้านเจริญรุ่งเรืองได้นั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

อาจจะต้องใช้เวลาหลายเดือน กว่าจะสะสมลูกค้าขาประจำได้จำนวนหนึ่ง

 

สวีเมี่ยวอวิ๋นเลิกคิดฟุ้งซ่านแล้ว สิ่งใดที่พอจะช่วยได้นางก็ช่วยไปหมดแล้ว หลังจากนี้ก็คงต้องรอดูความสามารถของเถ้าแก่เฉินแล้วล่ะ

แต่จะว่าไปแล้ว สวีเมี่ยวอวิ๋นครุ่นคิดว่าถึงตอนที่ร้านเปิดกิจการ นางยังคงควรแวะไปดูสักหน่อยดีกว่า

ในขณะเดียวกันนั้นเอง เฉินหยางก็ได้เรียกตัวบุคคลสำคัญใต้บังคับบัญชามาเพื่อปรึกษาหารือกัน

นี่คือการเตรียมพร้อมสำหรับการเปิดร้านอาหาร

มีอ้ายเยว่หลาน จ้าวต้าเฉียง และกัวซานหลาง

 

เหตุใดจึงไม่เรียกอ้ายคุนมาด้วย นั่นก็เพราะเขาต้องคอยเฝ้าดูแลกิจการอยู่ที่ร้านหอเลิศรส ไม่มีเวลาว่างจริงๆ

เนื้อหาในการปรึกษาหารือกัน หลักๆ แล้วล้วนเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเตรียมตัวเปิดร้าน

เมื่อพูดคุยเรื่องราวต่างๆ กันจนเกือบจะครบถ้วน ไม่มีสิ่งใดตกหล่น ทุกคนถึงค่อยถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก

 

เวลานี้ จ้าวต้าเฉียงเอ่ยถามขึ้นว่า "เถ้าแก่ ตอนที่พวกเราเปิดร้าน สมควรต้องเชิญคนมาเยอะหน่อย เพื่อสร้างความคึกคักและรักษาหน้าตาของร้านสักหน่อยหรือไม่ขอรับ?"

กัวซานหลางตบหน้าอกตัวเองดังป้าบ "เถ้าแก่ หากหาคนไม่ได้มากจริงๆ ประเดี๋ยวข้าจะไปเรียกพวกพี่น้องให้มาช่วยเป็นหน้าเป็นตาให้เอง!"

 

แม้เฉินหยางจะมีความสามารถ ทว่าเขาก็ไม่ใช่บุคคลที่มีหน้ามีตาหรือมีชื่อเสียงอันใด ส่วนใหญ่แล้วคงไม่มีผู้ใดแวะเวียนมาแสดงความยินดีมากนักหรอก

การเปิดร้านใหม่ร้านหนึ่ง โดยทั่วไปแล้วเหล่าลูกค้าก็มักจะไม่ได้กระตือรือร้นเท่าใดนัก

มีร้านอาหารและร้านเหล้าไม่น้อยเลย ที่ตอนเปิดร้านดูเงียบเหงาซบเซาจนน่ากระอักกระอ่วนใจ

 

อย่างไรก็ตาม เฉินหยางกลับคลี่ยิ้มบางๆ "วางใจเถอะ ข้ามีวิธีของข้าเอง"

ทุกคนต่างมองหน้ากันไปมา ไม่รู้ว่าเถ้าแก่จะมีแผนการอันแยบยลใดซ่อนอยู่

Copyright © 2019 spoilsoc.com All rights reserved.