spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
| *ตั้งค่าถาวร (คลิกตั้งค่าถาวร) |
บทที่ 38 ผัดเปรี้ยวหวานผักกาดขาวจานนี้น่าจะอยู่ระดับมิชลินสามดาว
เฉินหยางเริ่มลงมือทำตามขั้นตอนอย่างเป็นระเบียบ
ผัดเปรี้ยวหวานผักกาดขาว (ชู่ลิวไป๋ไช่) นับว่าเป็นอาหารที่ทำได้ง่ายมากจริงๆ
วัตถุดิบหลักก็คือผักกาดขาว
ส่วนที่เหลือล้วนเป็นเครื่องปรุงรสทั้งสิ้น
ดังนั้นอาหารจานนี้จะออกมาดีหรือไม่ดี นอกจากทักษะการใช้มีดแล้ว ก็ขึ้นอยู่กับการควบคุมไฟเท่านั้น
เฉินหยางได้ทำความเข้าใจและซึมซับวิธีการทำผัดเปรี้ยวหวานผักกาดขาวจนแตกฉานแล้ว
ล้างผักกาดขาวให้สะอาด
ยกมีดขึ้นฟาดฟันลงมา หั่นเฉียงผักกาดขาว เพียงพริบตาก็กลายเป็นแผ่นบางๆ
อ้ายคุนที่อยู่ด้านข้างถึงกับมองจนตาค้าง
ทักษะการใช้มีดนี้ช่างยอดเยี่ยมไร้ที่ติ
ยิ่งไปกว่านั้น ท่วงท่าของเฉินหยางยังดูสง่างามเป็นอย่างมาก กระทั่งทำให้ผู้คนรู้สึกว่ามันพลิ้วไหวลื่นไหลยิ่งนัก
หั่นต้นหอม ขิง และกระเทียมเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แบ่งครึ่งหนึ่งนำไปผัดน้ำมันให้หอมในกระทะ อีกครึ่งหนึ่งนำไปปรุงน้ำจิ้ม
ตั้งกระทะให้ร้อนแล้วใส่น้ำมัน เมื่อน้ำมันร้อนได้ที่ราวสามส่วนก็นำต้นหอม ขิง และกระเทียมสับลงไปผัดให้หอม จากนั้นใส่ผักกาดขาวแผ่นบางลงไปผัดคลุกเคล้า
เทน้ำซอสที่ปรุงไว้ลงไป แล้วผัดคลุกเคล้าต่อไป
สุกประมาณหกเจ็ดส่วน
เติมน้ำผสมแป้งมันลงไปให้พอข้นเหนียวเล็กน้อย
เหยาะน้ำมันงา...
ท่วงท่าการทำอาหารที่รวดเร็วจนละลานตานี้ ทำเอาอ้ายคุนถึงกับมองจนเหม่อลอยไปเลย
ดังที่เคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ อ้ายคุนเองก็เคยทำงานอยู่ในห้องครัวด้านหลังของร้านสุราเล็กๆ มาก่อนช่วงหนึ่ง ทว่ากลับไม่เคยเห็นพ่อครัวใหญ่คนใดสามารถผัดกับข้าวได้เหมือนอย่างเฉินหยางเลย
ยังไม่ต้องพูดถึงว่ากับข้าวที่ผัดออกมาจะอร่อยหรือไม่ แค่ความเร็วและทักษะการใช้มีดนี้ ก็ไม่ใช่สิ่งที่พ่อครัวทั่วไปจะเทียบเคียงได้แล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น มันช่างหอมเหลือเกินจริงๆ
กลิ่นที่เตะจมูกคือกลิ่นเปรี้ยวของน้ำส้มสายชูจางๆ ไม่เพียงแต่จะไม่ฉุนจมูก ทว่าเมื่อได้สูดดมกลับทำให้เกิดความอยากอาหารขึ้นมาทันที
เวลานี้ เฉินหยางก็เอ่ยขึ้น "ขอจานใบหนึ่ง"
อ้ายคุนถึงเพิ่งจะได้สติกลับคืนมา รีบไปหาจานกระเบื้องดินเผามาใบหนึ่ง
ตักออกจากกระทะ จัดใส่จาน
เฉินหยางก้มหน้าลงมอง สีสัน กลิ่น และรสชาติล้วนครบครันสมบูรณ์แบบ ต้องการสิ่งใดก็มีสิ่งนั้น
"ท่านพี่ หอมมากเลยเจ้าค่ะ"
อ้ายเยว่หลานเดิมทีคอยดูแลร้านอยู่ด้านนอก ตอนนี้กลับถูกกลิ่นหอมดึงดูดให้เดินเข้ามาเช่นกัน
เฉินหยางแย้มยิ้มพลางเอ่ย "มาสิ ลองชิมรสมือของพี่ดู"
อ้ายเยว่หลานรีบไปหาตะเกียบมาสามคู่ แบ่งให้คนละคู่
อ้ายเยว่หลานรู้สึกสงสัยเล็กน้อย นี่ก็แค่ผัดผักกาดขาวไม่ใช่หรือ เหตุใดถึงได้หอมปานนี้
อ้ายเยว่หลานคีบผักกาดขาวขึ้นมาชิ้นหนึ่งเป็นคนแรก แล้วส่งเข้าปากไป
จากนั้น อ้ายเยว่หลานก็หลับตาลงอย่างไม่รู้ตัว
รสสัมผัสที่ลื่นละมุน กลิ่นหอมของน้ำส้มสายชู ผสมผสานกับผักกาดขาวและน้ำลายในปาก หลอมรวมกันจนกลายเป็นรสชาติที่ยอดเยี่ยมไร้ที่ติ
ผักกาดขาวละลายในปาก รสสัมผัสที่เปรี้ยวอมหวาน พลันระเบิดซ่านอยู่บนต่อมรับรสอย่างสมบูรณ์แบบ
ความรู้สึกนี้ช่างวิเศษเหลือเกิน
อ้ายเยว่หลานรู้สึกราวกับตนเองได้จมดิ่งลงไปในพริบตา ยากที่จะถอนตัวขึ้นมาได้
ไม่ได้สิ!
ยังอยากกินอีก!
อ้ายเยว่หลานได้สติกลับคืนมา ทว่ากลับเห็นอ้ายคุนคีบกินคำโตๆ ไปตั้งหลายคำแล้ว
"ไอ๊หยา เจ้าเหลือให้ข้าบ้างสิ!"
อ้ายเยว่หลานและอ้ายคุนเริ่มแย่งชิงกัน
เฉินหยางไร้คำพูดไปชั่วขณะ
สองคนนี้ต้องถึงขั้นนี้เลยหรือ!
เฉินหยางยังไม่ได้กินเลย ผัดเปรี้ยวหวานผักกาดขาวจานนี้ก็กำลังจะหมดเสียแล้ว
เฉินหยางรีบคีบมาหนึ่งคำ แล้วส่งเข้าปากไป
เขาขบเคี้ยวไปสองคำ ก็เผยสีหน้าพึงพอใจออกมา
และก็เป็นดังคาด เมื่อเทียบกับผัดเปรี้ยวหวานผักกาดขาวที่เคยกินในชาติก่อน รวมถึงที่ตนเองเคยทำ ผัดจานนี้ที่ทำออกมาในตอนนี้ อย่างน้อยก็เหนือล้ำกว่าถึงห้าหกระดับ
เปรียบเทียบง่ายๆ ก็คือ ผัดที่เฉินหยางทำในชาติก่อนเป็นเพียงระดับร้านแผงลอยริมทาง ทว่าที่ผัดออกมาในตอนนี้ กลับกระโดดข้ามขั้นไปสู่ระดับมิชลินสามดาวในรวดเดียว
มันไม่ได้อยู่ในขอบเขตเดียวกันเลย ไม่มีทางนำมาเปรียบเทียบกันได้แม้แต่น้อย
ทว่าสิ่งที่น่าประหลาดก็คือ เฉินหยางกลับคิดว่านี่ไม่ใช่ระดับที่ดีที่สุดของอาหารจานนี้
เพราะเหตุใดน่ะหรือ?
หลักๆ แล้วก็ยังคงเป็นปัญหาเรื่องส่วนผสม
น้ำส้มสายชู จะต้องเป็นน้ำส้มสายชูหมักจากข้าวเจียงหนานที่เพิ่งหมักเสร็จใหม่ๆ
เช่นนี้ถึงจะสามารถทำรสสัมผัสที่ยอดเยี่ยมไร้ที่ติออกมาได้
การคัดเลือกวัตถุดิบ สำหรับเฉินหยางแล้วไม่ใช่เรื่องยาก
ตอนนี้ขอเพียงเขาปรายตามองแวบเดียว ก็สามารถดูออกถึงความดีเลวของวัตถุดิบได้แล้ว ผู้อื่นไม่มีทางหลอกลวงเขาได้อย่างแน่นอน
ทว่าไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ผัดเปรี้ยวหวานผักกาดขาวจานนี้หากยกขึ้นไปวางบนโต๊ะอาหารตัวใด ก็ล้วนเป็นที่ถูกปากถูกใจ และจะกลายเป็นจานเปล่าอย่างรวดเร็วแน่นอน
แต่ว่ากันตามตรงแล้ว
ตอนนี้มีฝีมือการทำกับข้าวแล้ว ทว่ากลับยังไม่มีที่ให้แสดงฝีมือชั่วคราว
ท้ายที่สุดแล้วร้านแห่งนี้ก็ไม่มีที่นั่งทานในร้าน
ต่อให้วางโต๊ะเก้าอี้สักสองสามชุด ให้ลูกค้าบางส่วนได้นั่งทานในร้าน ประสบการณ์ที่ได้รับก็คงไม่ดีเท่าใดนัก
ไม่เพียงแต่จะทำให้ควันโขมงจนบรรยากาศย่ำแย่ ทว่ายังรับรองลูกค้าได้ไม่กี่คนอีกด้วย
เฉินหยางไม่อยากทำร้านอาหารเล็กๆ ที่มีที่นั่งทานแบบนั้นหรอกนะ
เช่นนั้นตอนนี้ควรทำอย่างไรดี?
เฉินหยางลองไตร่ตรองดู
ตอนนี้ร้านหอเลิศรสแห่งนี้โดยพื้นฐานแล้วก็ถือว่าอยู่ตัวแล้ว
อ้ายคุนเองก็สามารถรับหน้าที่ดูแลรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียวได้แล้ว
ขอเพียงฝึกฝนเขาอีกสักระยะ เชื่อว่าการให้อ้ายคุนเป็นเสาหลักดูแลร้านนี้เพียงลำพัง ก็คงไม่ใช่ปัญหาใหญ่อันใด
เช่นนั้นมิสู้เปิดเหลาอาหารสักแห่ง หรือที่เรียกว่าร้านอาหารสือซื่อ
แบบที่มีพื้นที่กว้างขวางขึ้นสักหน่อย และสามารถรับรองผู้คนได้มากขึ้น
ส่วนเรื่องของค่าเช่า
ร้านค้าริมถนนเช่นนี้ก็ไม่น่าจะแพงจนเกินไป
ท้ายที่สุดแล้ว ร้านที่เช่าอยู่ในตอนนี้ เดือนหนึ่งก็ยังไม่ถึงสองตำลึงเงินเลยด้วยซ้ำ
คิดจะทำก็ทำเลย
เวลานี้ประจวบเหมาะกับที่ร้านกำลังว่างพอดี เฉินหยางจึงเดินออกจากประตู หมายใจว่าจะลองเดินสำรวจไปตามถนนสายหลักในเมืองสักรอบ เพื่อดูว่ามีร้านใดประกาศให้เช่าบ้าง
แม้จะกล่าวว่าตอนนี้เงินทุนของเฉินหยางยังไม่ค่อยเพียงพอนัก มีเพียงยี่สิบกว่าก้วนเท่านั้น
ทว่าหากเจอร้านที่เหมาะสมเข้าจริงๆ ก็ต้องลงมืออย่างเด็ดขาด
แต่ว่ากันตามตรงแล้ว
เพียงแค่พึ่งพาผัดเปรี้ยวหวานผักกาดขาวจานนี้ จะสามารถค้ำจุนเหลาอาหารทั้งแห่งได้หรือไม่?