spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
| *ตั้งค่าถาวร (คลิกตั้งค่าถาวร) |
บทที่ 33 ทำไมเถ้าแก่เฉินถึงลำเอียงเข้าข้างท่านคนเดียวล่ะ!?
สวีเมี่ยวอวิ๋นกลับมาถึงเรือนของตนเอง แต่กลับพบว่าสวีเมี่ยวจิ่นและสวีเจิงโซ่วเดินตามติดเป็นเงาตามตัว
สวีเมี่ยวอวิ๋นผู้มีสมญานามว่าหนี่จูเซิง ย่อมต้องรู้ดีว่าตัวป่วนทั้งสองคนนี้ต้องการจะทำสิ่งใด
ทั้งสามคนเดินเข้าไปในห้องหนังสือของสวีเมี่ยวอวิ๋น สวีเจิงโซ่วก็ปิดประตูลงอย่างรู้หน้าที่
สวีเมี่ยวอวิ๋นจนปัญญา จึงเปิดห่อกระดาษซับน้ำมันออก
เห็นเพียงขนมทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสชิ้นหนึ่งปรากฏอยู่เบื้องหน้า
ไม่เหมือนกับปิ่งต้นหอมพันชั้นและปิ่งเนื้อทอดกรอบ ขนมชิ้นนี้แผ่ซ่านกลิ่นหอมบางเบาและสดชื่นออกมา
ทว่ากลิ่นหอมนี้กลับพิเศษยิ่งนัก ทำเอาสวีเมี่ยวจิ่นและสวีเจิงโซ่วถึงกับตกตะลึงไปเลย
"สวรรค์ กลิ่นหอมนี่ ทำไมถึงได้พิลึกนัก?"
"พิลึกอันใดกัน? เจิงโซ่ว ปากสุนัขของเจ้าช่างงอกงาช้างออกมาไม่ได้จริงๆ! หอมจะตายอยู่แล้ว!"
สวีเมี่ยวจิ่นเพิ่งจะยื่นมือออกไปหมายจะหยิบ ก็ถูกสวีเมี่ยวอวิ๋นปัดออก
สวีเมี่ยวอวิ๋นให้สวีเจิงโซ่วไปหากริชมาเล่มหนึ่ง แล้วตัดแบ่งออกเป็นชิ้นเล็กๆ หลายชิ้นอย่างประณีต
ทำเช่นนี้จะกินได้สะดวกกว่า
นี่เป็นวิธีที่เฉินหยางบอกกับสวีเมี่ยวอวิ๋นนั่นเอง
ชั่วครู่ต่อมา ก็มีเสียงร้องอุทานด้วยความตกใจของสวีเมี่ยวจิ่นดังออกมาจากห้องหนังสือ
ไม่ใช่เพราะเกิดเรื่องอันใดขึ้น ทว่ากลับเป็นเพราะมันอร่อยเกินไปต่างหาก
รสสัมผัสและรสชาติเช่นนี้ ได้พุ่งชนต่อมรับรสของสวีเมี่ยวจิ่นเข้าอย่างจัง
ไม่มีสตรีผู้ใดสามารถต้านทานรสชาติเช่นนี้ได้หรอก
อันที่จริงบุรุษก็ไม่ต่างกันเท่าใดนัก
ในโลกยุคหลัง ผู้ชายหลายคนกระทั่งโปรดปรานของหวานยิ่งกว่าผู้หญิงเสียอีก
ในขณะที่สวีเมี่ยวจิ่นกำลังเอ่ยปากชื่นชมอยู่นั้น สวีเจิงโซ่วก็กวาดเค้กทองคำในมือลงท้องไปจนเกลี้ยงแล้ว
พวกเขายังอยากจะกินอีก ทว่ากลับถูกสวีเมี่ยวอวิ๋นปฏิเสธ
"ส่วนที่เหลือเป็นของข้า พวกเจ้าอยากกินก็ไปซื้อเองสิ"
สวีเมี่ยวจิ่นชะงักไปเล็กน้อย "แต่ข้าไม่เห็นร้านหอเลิศรส มีขายเลยนี่นา"
สวีเมี่ยวอวิ๋นร้อง "อ้อ" ออกมาคำหนึ่ง "ข้านึกขึ้นได้แล้ว เถ้าแก่เฉินบอกว่า เค้กทองคำนี้ยังไม่ได้เริ่มวางขายน่ะ"
สวีเมี่ยวจิ่นเบิกตากว้าง ก่อนจะแผดเสียงร้องกรี๊ดดังลั่นขึ้นมาอีกครั้ง
"ท่านพี่! ทำไมกัน!"
"ทำไมเถ้าแก่เฉินถึงลำเอียงทำมาให้ท่านคนเดียวล่ะ!?"
"โมโหจะตายอยู่แล้ว! ข้าจะไปคิดบัญชีกับเถ้าแก่เฉิน"
สวีเมี่ยวอวิ๋นกระแอมไอเบาๆ "อย่าพูดจาเหลวไหล"
ในขณะเดียวกัน ณ ย่านตลาดพลุกพล่านในเขตนอกเมืองหนานจิง
"ฮัดชิ้ว!" เฉินหยางจามออกมาเสียงดังลั่น
อ้ายเยว่หลานหันหน้ากลับมามองเฉินหยางด้วยสีหน้าห่วงใย "ท่านพี่ ท่านติดไข้ลมหนาวหรือเปล่าเจ้าคะ? อยากให้ไปจัดยาที่ร้านขายยามาให้สักหน่อยหรือไม่?"
เฉินหยางโบกมือปัด "ไม่เป็นไร ไม่ใช่ไข้ลมหนาวหรอก ข้าคิดว่าต้องมีคนกำลังคิดถึงข้าอยู่อย่างแน่นอน"
ใบหน้าเล็กๆ ของอ้ายเยว่หลานแดงระเรื่อขึ้นมา และไม่ได้พูดสิ่งใดต่อ
วันนี้ยุ่งวุ่นวายมาพักใหญ่ ทว่าเฉินหยางกลับไม่ได้รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเท่าใดนัก
ประการแรก เป็นเพราะสุขภาพร่างกายของเฉินหยางนั้นดีเยี่ยมจริงๆ
ในชาติก่อน เฉินหยางชื่นชอบการออกกำลังกาย ไม่เพียงแต่มีวินัยในตนเองอย่างเคร่งครัด ทว่ายังขลุกตัวอยู่ในโรงยิมมาตลอดทั้งปี
ร่างกายของเขาย่อมต้องแข็งแรงกว่าคนทั่วไปอยู่แล้ว
เมื่อทะลุมิติมาอยู่ในยุคต้าหมิง ดูเหมือนว่าเขาจะนำเอาความแข็งแกร่งของร่างกายนั้นติดตัวมาด้วย
อีกหนึ่งเหตุผลสำคัญ ก็คือได้รับความช่วยเหลือจากอ้ายคุน
ตอนนี้อ้ายคุนทำปิ่งต้นหอมพันชั้นได้อย่างเชี่ยวชาญพอสมควรแล้ว กระทั่งสามารถลงมือทำด้วยตัวเองได้เลย
ตอนนี้เฉินหยางก็เริ่มสอนให้อ้ายคุนทำปิ่งเนื้อทอดกรอบแล้ว
เชื่อว่าด้วยสติปัญญาและความเข้าใจของอ้ายคุน อีกไม่นานก็คงจะเรียนรู้จนเชี่ยวชาญได้
แน่นอนว่า หากจะให้ลงลึกในรายละเอียด ปิ่งต้นหอมและปิ่งเนื้อทอดกรอบที่อ้ายคุนทำออกมา แม้รสชาติจะใกล้เคียงกัน ทว่ารสสัมผัสกลับยังห่างชั้นกันอยู่ไม่น้อย
ท้ายที่สุดแล้วเฉินหยางก็คือผู้ที่ได้รับมอบความสามารถมาจากระบบโดยตรง การทำอาหารจึงสามารถทำออกมาได้สมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม
แม้จะมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง ทว่าก็ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรมากมายนัก
ขอเพียงรสชาติใกล้เคียงกัน ลูกค้าทั่วไปย่อมไม่ค่อยใส่ใจเรื่องรสสัมผัสเท่าใดนัก
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่ออ้ายคุนพัฒนาความสามารถเพิ่มขึ้น รสสัมผัสก็อาจจะค่อยๆ ดีขึ้นตามไปด้วย
เมื่อเฉินหยางว่างลง ก็เตรียมตัวจะรินชาให้ตัวเองสักป้าน เพื่อพักผ่อนหย่อนใจเสียหน่อย
จังหวะนั้นเอง ข้างหูก็มีเสียงแจ้งเตือนจากระบบดังขึ้น
【ตรวจพบว่าความสามารถของโฮสต์มีการพัฒนาขึ้นอย่างมหาศาล หากค่าความมั่งคั่งถึง 100,000 แต้ม จะสามารถอัปเกรดระดับของโฮสต์ได้】
มาแล้ว!
เฉินหยางรู้สึกตื่นเต้นยินดีในใจ
ระดับของเฉินหยางในปัจจุบันคือ "กุ๊กฝึกหัด"
ก่อนหน้านี้เขายังคิดอยู่เลยว่าจะอัปเกรดระดับได้เมื่อใด ตอนนี้มันกำลังจะมาแล้ว
เวลานี้ ค่าความมั่งคั่งของเฉินหยางได้ทะลุเกินเก้าหมื่นแต้มไปแล้ว
พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ หาเงินมาได้เก้าหมื่นอีแปะแล้ว ซึ่งเทียบเท่ากับเก้าสิบก้วน (พวง)
ขอเพียงหาเงินเพิ่มได้อีกสิบก้วน ก็จะสามารถอัปเกรดระดับได้แล้ว
เดี๋ยวก่อนนะ
เฉินหยางพลันนึกขึ้นมาได้ว่า ตอนที่อัปเกรดระดับ ระบบคงจะไม่หักเงินของเขาไปหนึ่งร้อยก้วนหรอกนะ?
หากเป็นเช่นนั้นจริงๆ คงได้ปวดใจแย่เลย
นี่ล้วนเป็นเงินที่หามาด้วยความยากลำบากทั้งนั้นนะ
หากเป็นเช่นนั้น สู้ไม่อัปเกรดเสียยังจะดีกว่า
ไม่สิ จะคิดเช่นนั้นก็ไม่ได้ ไม่ควรมีแนวคิดแบบชาวบ้านใจแคบ
ด้วยความสามารถของเฉินหยางในยามนี้ การหาเงินหนึ่งร้อยก้วนก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอันใดนัก
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่ออัปเกรดระดับแล้ว ความสามารถย่อมต้องแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ถึงตอนนั้นก็จะหาเงินได้รวดเร็วกว่าเดิม
เมื่อคิดตกในจุดนี้ อารมณ์ของเฉินหยางก็ผ่อนคลายลง
ไม่รู้เลยว่าหลังจากอัปเกรดระดับแล้ว จะมีความสามารถแบบใดเพิ่มขึ้นมาอีกบ้าง
ช่างน่าคาดหวังเสียจริงๆ
เฉินหยางกวาดสายตามองไปรอบๆ ร้าน ในใจคิดว่าตนเองไม่มีทางพึงพอใจแค่การเปิดร้านเล็กๆ เช่นนี้แน่ จะต้องพยายามผลักดันธุรกิจให้เติบโตยิ่งใหญ่และแข็งแกร่งขึ้นไปอีก
วันข้างหน้าจะสามารถสร้างสรรค์สิ่งใดออกมาได้อีก ก็คงต้องรอดูกันต่อไป