spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
| *ตั้งค่าถาวร (คลิกตั้งค่าถาวร) |
บทที่ 22 ท่านพี่ สายตาท่านไม่เลวเลย
สวีเมี่ยวจิ่นและสวีเจิงโซ่วรั้งอยู่ไม่นานนัก ดื่มชาไปเพียงถ้วยเดียวก็จากไป
เมื่อเดินทางกลับมาถึงจวนเว่ยกั๋วกง ทั้งสองก็เดินย่องเงียบเชียบมุ่งหน้าไปยังห้องครัว
พวกเขาวางแผนจะไปเพลิดเพลินกับอาหารเลิศรสที่นั่น
ทำเช่นนี้จึงจะดูไม่ค่อยสะดุดตาเท่าไรนัก
ทว่า พวกเขาคิดผิดเสียแล้ว
ยังไม่ทันจะได้เปิดห่อกระดาษซับน้ำมันทั้งสองห่อออก เสี่ยวชุ่ยก็เดินเข้ามาเสียก่อน
"คุณชายรอง คุณหนูรอง คุณหนูใหญ่เรียกให้พวกท่านไปหาเจ้าค่ะ"
สวีเมี่ยวจิ่นและสวีเจิงโซ่วมองหน้ากัน ก่อนจะจำใจหยัดกายลุกขึ้น
พี่สาวเอ่ยปากเรียก มีหรือจะกล้าขัดขืน
ครู่ต่อมา สวีเมี่ยวจิ่นและสวีเจิงโซ่วก็มายืนอยู่เบื้องหน้าโต๊ะหนังสือ
สวีเมี่ยวอวิ๋นอยู่หลังโต๊ะหนังสืออีกฝั่ง กำลังก้มหน้าอ่านหนังสืออยู่ ทั้งยังคอยพลิกหน้ากระดาษเป็นระยะ
ส่วนสวีเมี่ยวจิ่นยืนเล่าเรื่องราวอยู่ด้านข้าง
โดยมีสวีเจิงโซ่วคอยพูดเสริมอยู่เป็นระยะ
เนื้อหาที่เล่า อันที่จริงก็คือเรื่องราวที่เพิ่งเกิดขึ้นที่ร้านหอเลิศรสนั่นเอง
สวีเมี่ยวจิ่นกล่าวสรุปในตอนท้าย "ท่านพี่ เรื่องราวก็เป็นเช่นนี้แหละเจ้าค่ะ หลังจากนั้นพวกเราก็ถือของกลับมา"
พูดไปพลาง สวีเมี่ยวจิ่นก็หันไปมองห่อกระดาษซับน้ำมันทั้งสองห่อที่วางอยู่บนโต๊ะอีกตัว อดไม่ได้ที่จะแลบลิ้นเลียริมฝีปาก
"โครกคราก..." นี่คือเสียงที่ดังมาจากท้องของสวีเจิงโซ่ว
เห็นได้ชัดว่าเขาหิวมาตั้งนานแล้ว
หิวจนไส้กิ่วแล้ว
สวีเมี่ยวอวิ๋นวางหนังสือลง แล้วเดินไปนั่งที่โต๊ะตัวนั้น
นางเปิดห่อกระดาษซับน้ำมันออกด้วยท่วงท่าสง่างาม
พริบตาต่อมา กลิ่นหอมกรุ่นก็แผ่ซ่านอบอวลไปทั่วทั้งห้อง
นี่คือกลิ่นหอมของอาหาร ที่ทั้งเข้มข้นและละมุนละไม ยั่วน้ำลายจนสวีเมี่ยวจิ่นและสวีเจิงโซ่วยิ่งรู้สึกหิวโหยมากขึ้นไปอีก
สวีเมี่ยวอวิ๋นถลึงตาใส่ทั้งสองคน "พวกเจ้านี่ช่างได้เรื่องจริงๆ ถึงกับแอบไปซื้อปิ่งที่ร้านหอเลิศรสมาด้วย"
สวีเมี่ยวจิ่นอดรนทนไม่ได้จึงเอ่ยเถียง "ท่านพี่ ก่อนหน้านี้ท่านเองก็แอบไปซื้อปิ่งอยู่ตลอดไม่ใช่หรือเจ้าคะ!"
มือของสวีเมี่ยวอวิ๋นชะงักไปเล็กน้อย ใบหน้าพลันแดงระเรื่อ
"อะแฮ่ม ยังจะมาเถียงอีก!"
สวีเมี่ยวอวิ๋นหยิบปิ่งต้นหอมขึ้นมาชิ้นหนึ่ง แล้วเริ่มกินทันที
หนึ่งคำ สองคำ...
"อืม ฝีมือของร้านหอเลิศรสยอดเยี่ยมมากจริงๆ"
ภาพนี้ทำเอาสวีเมี่ยวจิ่นและสวีเจิงโซ่วถึงกับน้ำลายสอจนแทบจะทนไม่ไหว
"ท่านพี่ ข้าหิวแล้ว หิวจะตายอยู่แล้ว..."
"พี่สาวคนดี ให้พวกเรากินบ้างเถิด!"
สวีเมี่ยวอวิ๋นโบกมือปัด "เอาล่ะๆ ข้ายอมแพ้พวกเจ้าแล้วจริงๆ! พวกเจ้านั่งลงกินเถิด"
สวีเมี่ยวจิ่นและสวีเจิงโซ่วดีใจจนแทบเนื้อเต้น รีบนั่งลง ทั้งมือทั้งปากทำงานประสานกัน สวาปามอาหารอย่างเอร็ดอร่อย
นี่มันคุณชายคุณหนูแห่งจวนเว่ยกั๋วกงที่ไหนกัน ช่างดูราวกับขอทานที่อดอยากมาหลายวันก็มิปาน
สวีเมี่ยวอวิ๋นเอ่ยถาม "เมื่อครู่ฟังพวกเจ้าเล่า เถ้าแก่เฉินก็ดูเป็นคนมีความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวไม่เบาเลย"
สวีเจิงโซ่วเงยหน้าขึ้นมาตอบ "เถ้าแก่เฉินไม่ธรรมดาจริงๆ ไม่ใช่เถ้าแก่ร้านเล็กๆ ทั่วไปเลย ข้าเคยได้ยินท่านพ่อกล่าวว่า คนเช่นนี้ล้วนจัดเป็นยอดคน"
สวีเมี่ยวจิ่นพยักหน้าเห็นด้วย "ท่านพี่ สายตาท่านไม่เลวเลย เถ้าแก่เฉินไม่เพียงแต่หล่อเหลา ฝีมือทำอาหารก็เป็นเลิศ ยามเผชิญเรื่องอันตรายยังไร้ซึ่งความหวาดหวั่นอีกด้วย"
"...สายตาข้าดีอะไรกัน? เอาล่ะ รีบกินของเจ้าไปเถอะ!"
สามพี่น้องกินไปคุยไป เผลอแป๊บเดียว ปิ่งต้นหอมพันชั้นและปิ่งเนื้อทอดกรอบที่นำกลับมาก็ถูกกวาดเรียบจนหมดสิ้น รวดเร็วจนน่าตกใจ
ผ่านไปสองวัน ณ ย่านตลาดพลุกพล่านเขตนอกเมืองหนานจิง
กิจการของร้านหอเลิศรสยังคงดีเยี่ยมเช่นเคย ดูเหมือนจะดีขึ้นกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ
วันนี้ยุ่งวุ่นวายมาพักใหญ่ ลูกค้าที่ต่อคิวถึงเพิ่งจะบางตาลงบ้าง
ทว่าเฉินหยางกลับยังไม่ได้พัก เขาลงมือทำปิ่งต้นหอมพันชั้นอีกยี่สิบแผ่น พ่วงด้วยปิ่งเนื้อทอดกรอบอีกสามสิบชิ้น
ปริมาณนี้ไม่ใช่น้อยๆ เลย ทว่าเฉินหยางเคลื่อนไหวรวดเร็วยิ่งนัก ประกอบกับมีอ้ายคุนคอยช่วยงาน ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยามก็ทำเสร็จสรรพ
อ้ายเยว่หลานเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น "ท่านพี่ เหตุใดถึงทำออกมามากมายปานนี้อีกเจ้าคะ? วันนี้น่าจะขายไม่หมดแล้วกระมัง"
เฉินหยางแย้มยิ้มอธิบาย "ไม่ได้ทำมาขายทั้งหมดหรอก เก็บไว้ในร้านส่วนหนึ่ง ที่เหลือห่อกระดาษซับน้ำมันให้ข้าให้หมด ข้าจะเอาติดตัวไป"
อ้ายเยว่หลานขานรับ "อ้อ" และไม่ได้ซักไซ้ให้มากความ ก่อนจะลงมือหาห่อกระดาษซับน้ำมันมาจัดการห่อให้
ญาติผู้พี่ทำเช่นนี้ ย่อมต้องมีความหมายแอบแฝงอย่างแน่นอน
ครู่ต่อมา เฉินหยางเอ่ยบอกกล่าวสองพี่น้องอ้ายคุนและอ้ายเยว่หลานคำหนึ่ง แล้วจึงหิ้วห่อกระดาษซับน้ำมันห่อใหญ่หลายห่อเดินออกจากร้านไป
เขาแวะซื้อสุราที่ร้านขายสุราข้างๆ มาอีกหนึ่งไห หิ้วติดมือไปด้วย
เฉินหยางเดินจากย่านตลาดพลุกพล่านมุ่งหน้าไปทางทิศใต้ แล้วเลี้ยวไปทางทิศตะวันตก
เดินไปเรื่อยๆ จนถึงชานเมืองฝั่งตะวันตกของเขตนอกเมืองหนานจิง
และก็เป็นดังคาด ริมถนนเบื้องหน้าไม่ไกลนัก มีวัดแห่งหนึ่งตั้งอยู่
ที่นี่ก็คือวัดร้างที่กัวซานหลางเอ่ยถึงนั่นเอง
ที่หน้าประตูวัดร้าง มีคนหลายคนนั่งยองๆ อยู่ คาดว่าน่าจะเป็นพวกอันธพาล
หนึ่งในนั้นเอ่ยถามขึ้น "เฮ้ย เจ้าน่ะใครกัน?"
คนอื่นๆ ก็พากันลุกขึ้นมาล้อมกรอบ
เมื่อเห็นไหสุราในมือของเฉินหยาง ดวงตาของพวกเขาก็ลุกวาว
ของดีส่งมาถึงที่เช่นนี้ หากไม่แย่งชิง ก็ไม่ใช่อันธพาลแล้ว
ทว่าเฉินหยางกลับยังคงสงบนิ่ง เอ่ยเสียงดังฟังชัด "ข้ามาหากัวซานหลาง มีธุระจะพูดคุยกับเขาสักหน่อย!"
พวกอันธพาลเหล่านั้นพอได้ยิน ก็พากันลังเล ก่อนจะมองหน้ากันไปมาเลิ่กลั่ก
เห็นได้ชัดว่าชื่อเสียงของกัวซานหลางยังคงใช้การได้ดีทีเดียว
เฉินหยางมาตามหากัวซานหลางทำไมน่ะหรือ?
แน่นอนว่าก็เพื่อการค้าขาย เพื่อการพัฒนาของร้านในวันข้างหน้าน่ะสิ