spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
| *ตั้งค่าถาวร (คลิกตั้งค่าถาวร) |
บทที่ 20 ที่พึ่งพิงของเจ้านี่ไม่ธรรมดาเสียแล้ว
ยามนั้น เฉินหยางมองเห็นคนทั้งสอง ดวงตาก็พลันเป็นประกาย
"ทั้งสองท่าน เชิญด้านในเร็วเข้าขอรับ"
สวีเมี่ยวจิ่นขานรับ "อ้อ" คำหนึ่ง แล้วจึงก้าวเข้าไปในร้านพร้อมกับสวีเจิงโซ่ว
สวีเจิงโซ่วปรายตามองพวกอันธพาลเหล่านั้น ก่อนจะเอ่ยถาม "เถ้าแก่เฉิน นี่มันเรื่องอันใดกัน? พวกเขากำลังทำสิ่งใดอยู่รึ?"
เฉินหยางถอนหายใจยาว "เรื่องมันยาวนัก ทั้งสองท่านเชิญนั่งพักด้านในก่อนเถิด ข้ารับมือพวกมันเองก็พอแล้ว"
จังหวะนั้นเอง เจ้าลิงผอมก็ร้องตะโกนเสียงกร้าว "พวกเจ้าสองคนมาทำสิ่งใดที่นี่!?"
สีหน้าของสวีเจิงโซ่วพลันเย็นเยียบลง
ในฐานะคุณชายแห่งจวนเว่ยกั๋วกง ยังไม่เคยมีผู้ใดกล้าเอ่ยอ้างวาจาสามหาวเช่นนี้กับเขามาก่อน
หวังต้าสงก็มิใช่คนโง่เขลา ย่อมมองออกแล้วว่าฐานะของหนุ่มสาวคู่นี้ไม่ธรรมดา
ทว่าก็คิดไปว่าพวกเขาน่าจะเป็นเพียงลูกหลานเศรษฐีผู้มั่งคั่ง ย่อมไม่อาจสร้างภัยคุกคามอันใดต่ออันธพาลอย่างเขาได้
หวังต้าสงประสานมือคารวะสวีเจิงโซ่วคราหนึ่ง "คุณชายท่านนี้ ล่วงเกินแล้ว ทว่าข้ากับเถ้าแก่ผู้นี้มีเรื่องต้องสะสางกัน หาได้เกี่ยวข้องอันใดกับคุณชายไม่ โปรดอย่าได้สอดมือเข้ามายุ่งเกี่ยวเลย"
สวีเจิงโซ่วเลิกคิ้วขึ้น "เจ้ากับเถ้าแก่เฉินมีเรื่องบาดหมางอันใดกัน พวกข้ากลับอยากจะลองฟังดูสักหน่อย"
หวังต้าสงเอ่ย "เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น พี่น้องของข้าขาดแคลนเงินทอง จึงมาหาเถ้าแก่เพื่อขอเงินไปใช้จ่ายสักหน่อยก็เท่านั้น"
สวีเจิงโซ่วและสวีเมี่ยวจิ่นหาใช่บุปผาในเรือนกระจกที่อ่อนต่อโลก พวกเขาย่อมกระจ่างแจ้งในทันทีว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น
สวีเมี่ยวจิ่นเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา "พวกเจ้าช่างใจกล้าห่อฟ้าเสียจริง กลางวันแสกๆ กลับกล้ากระทำการต่ำช้าเช่นนี้ ไม่กลัวถูกแจ้งทางการจับกุมหรือไร?"
หวังต้าสงยังคงมีสีหน้าไม่ยี่หระ
เจ้าลิงผอมหัวเราะหึๆ "พวกเจ้าจะไปแจ้งทางการก็ตามสบาย! ลูกพี่ของพวกข้าหน้าใหญ่บารมีกว้างขวาง แจ้งไปก็เปล่าประโยชน์!"
ดูท่าหวังต้าสงจะมีเส้นสายอยู่จริง คงมีคนในที่ว่าการคอยคุ้มหัวอยู่เป็นแน่ จึงได้กำเริบเสิบสานไม่เกรงกลัวผู้ใดเช่นนี้
ในจังหวะเวลานั้นเอง ด้านนอกก็เกิดเสียงเอะอะโวยวายขึ้นอีกระลอก
ตามติดมาด้วยคนกลุ่มหนึ่งเบียดเสียดเข้ามา
คนกลุ่มนี้ล้วนสวมใส่ชุดขุนนาง
พวกเขาคือเหล่าทหารแห่งกองบัญชาการทหารประจำเมืองหลวง
กองบัญชาการทหารประจำเมืองหลวงก็คือหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลความสงบเรียบร้อยทั้งในและนอกเมือง เทียบเท่ากับหน่วยลาดตระเวนนั่นเอง
เหล่าทหารมาแล้ว พวกอันธพาลเหล่านี้จะยอมล่าถอยหรือไม่?
ฝูงชนที่มุงดูอยู่กลับไม่คิดเช่นนั้น
และก็เป็นดังคาด พอหวังต้าสงเห็นทหารหลายนายเดินเข้ามา ก็รีบปรี่เข้าไปหาทันที พลางเอ่ยกับหัวหน้ากลุ่มว่า "ใต้เท้าต่ง ช่างบังเอิญเสียจริง"
ผู้ที่ถูกเรียกว่าใต้เท้าต่ง มีนามว่า 'ต่งกังหย่ง' ดำรงตำแหน่งเป็นนายกองน้อย (เสี่ยวฉี)
ต่งกังหย่งปรายตามองเฉินหยางสลับกับหวังต้าสง แล้วเอ่ยถาม "เกิดเรื่องอันใดขึ้น? มารวมหัวทำสิ่งใดกันที่นี่?"
หวังต้าสงชี้หน้าเฉินหยางพลางเอ่ย "เจ้าหมอนี่ทำการค้าไม่ซื่อสัตย์ ปิ่งขึ้นราแล้วยังกล้านำมาขาย! พี่น้องของข้าสองคนกินเข้าไปจนท้องไส้ปั่นป่วน ข้าจึงมาคิดบัญชีกับมัน!"
ให้ตายเถอะ ช่างกลับดำเป็นขาวเสียจริง
ดูท่าก่อนที่หวังต้าสงจะมา คงตระเตรียมข้ออ้างเอาไว้ล่วงหน้าแล้วเป็นแน่
อ้ายคุนบันดาลโทสะ "จะ... เจ้าพูดจาเหลวไหล!"
อ้ายเยว่หลานก็ร้องตะโกนเสียงดัง "เป็นพวกมันต่างหากที่มารีดไถเงินพวกเรา! พวกเราไม่เคยขายปิ่งขึ้นราเลยนะ!"
หวังต้าสงผายมือทั้งสองข้าง "ใต้เท้าต่ง ท่านเห็นหรือไม่ พวกมันไม่ยอมรับ เป็นพวกพ่อค้าหน้าเลือดโดยแท้"
กัวซานหลางที่ยืนอยู่เบื้องหลัง อดไม่ได้ที่จะลอบถอนหายใจยาวอีกครา
หวังต้าสงกับต่งกังหย่งนั้นรู้จักมักจี่กันดี มักจะไปดื่มสุรากินเนื้อด้วยกันอยู่บ่อยครั้ง
เถ้าแก่หอเลิศรสผู้นี้คงต้องพบกับคราวเคราะห์ครั้งใหญ่เสียแล้ว
เงินห้าก้วนก็คงไม่อาจต้านทานได้ หากไม่ยอมเสียเลือดเนื้อครั้งใหญ่ คงมิอาจยุติเรื่องราวลงได้โดยง่าย
และก็เป็นดังคาด ต่งกังหย่งชี้หน้าเฉินหยางพลางตวาด "ทำการค้าไม่ซื่อสัตย์ สมควรได้รับโทษ!"
เฉินหยางประสานมือคารวะต่งกังหย่ง "ใต้เท้าท่านนี้ ร้านของข้าทำเพียงกิจการเล็กๆ ค้าขายด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ปิ่งที่ทำในแต่ละวันก็ขายหมดแบบวันต่อวัน ของที่ขายออกไปไม่มีทางขึ้นราได้อย่างแน่นอน ขอใต้เท้าต่งโปรดพิจารณาด้วย"
ต่งกังหย่งโบกมือปัด "พิจารณาอันใดกัน พ่อค้าเร่เยี่ยงพวกเจ้า ข้าพานพบมามากต่อมากแล้ว หวังต้าสง พวกเจ้าจัดการกันเองเถิด ข้าขอตัวก่อน"
หวังต้าสงขานรับ รอยยิ้มบนใบหน้ายิ่งเด่นชัดขึ้น
ต่งกังหย่งเพิ่งจะหันหลังเตรียมก้าวเดิน กลับถูกคนร้องเรียกเอาไว้
ผู้ที่ส่งเสียงก็คือสวีเจิงโซ่วนั่นเอง
"ใต้เท้าท่านนี้ ท่านฟังเพียงความข้างเดียวของพวกอันธพาล ก็ด่วนสรุปตัดสินเช่นนี้ ไม่คิดว่ามันพลการเกินไปหน่อยหรือ?"
ต่งกังหย่งชะงักไปเล็กน้อย กวาดสายตาพินิจมองสวีเจิงโซ่วอยู่หลายครา
เมื่อครู่ตอนที่ก้าวเข้ามา ยังไม่ทันสังเกตเห็นว่าด้านข้างยังมีคุณชายและคุณหนูท่านนี้นั่งอยู่ด้วย
ทั้งสองสวมใส่อาภรณ์หรูหรา ผิวพรรณขาวผ่อง ดูไม่น่าจะใช่ลูกหลานบ้านเรือนทั่วไป
ทว่าต่งกังหย่งก็ยังไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะเป็นบุคคลสำคัญอันใดอยู่ดี
บุคคลระดับสูง จะมาปรากฏตัวในร้านรวงเล็กๆ เช่นนี้ได้อย่างไร?
ต่งกังหย่งลังเลอยู่ครู่หนึ่ง "ขุนนางอย่างข้าสะสางคดีตามประสบการณ์ หาได้เอ่ยโดยพลการไม่ คนนอกย่อมไม่มีทางดูออกหรอก"
สวีเจิงโซ่วกล่าว "เช่นนั้นก็น่าสนใจยิ่งนัก วันหน้าข้าคงต้องไปไต่ถามใต้เท้า 'จางเจี้ยน' ดูเสียหน่อยแล้ว ว่าวิธีการสะสางคดีเช่นนี้ มันช่างเหลวไหลสิ้นดีหรือไม่?"
สวีเมี่ยวจิ่นก็เอ่ยด้วยความเคียดแค้น "ช่างไร้เหตุผลสิ้นดี! เจิงโซ่ว พวกเราไปบอกท่านพ่อ ให้เขาสืบสวนเรื่องนี้ให้กระจ่างเถิด!"
จางเจี้ยน ก็คือผู้บัญชาการสูงสุดแห่งกองบัญชาการทหารประจำเมืองหลวงทั้งห้าเขตของนครหนานจิง ถือเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด
สีหน้าของต่งกังหย่งและหวังต้าสงพลันแปรเปลี่ยนไปพร้อมกัน
ต่อให้พวกมันจะโง่เขลาสักเพียงใด ก็รู้แล้วว่าฐานะของคนทั้งสองนี้ ไม่ใช่เพียงลูกหลานเศรษฐีทั่วไปอย่างแน่นอน มิเช่นนั้นคงไม่กล้าเอ่ยอ้างนามของจางเจี้ยนออกมาตรงๆ เช่นนี้แน่
"มิทราบว่าทั้งสองท่านเป็นคนของจวนใดหรือขอรับ?"
สวีเจิงโซ่วล้วงหยิบสิ่งของบางอย่างออกมาจากเอว แล้วตบลงบนโต๊ะ ดังก้อง "ปัง!"
ต่งกังหย่งชะโงกหน้าเข้าไป ก้มลงมอง เพียงพริบตาสีหน้าก็พลันถอดสี
สิ่งนั้นคือป้ายหยกประจำกาย ด้านบนสลักอักษรไว้เพียงหนึ่งคำ — 'เว่ย' (魏)
"ตุบ!" ต่งกังหย่งทรุดเข่ากระแทกพื้นคุกเข่าลงในทันที
"ทะ... ที่แท้ก็คือคุณชายและคุณหนูแห่งจวนเว่ยกั๋วกง ผู้น้อยเสียมารยาทแล้ว ขอคุณชายและคุณหนูโปรดประทานอภัยด้วย!"
หวังต้าสงและพรรคพวกต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก มึนงงไปชั่วขณะ ทำตัวไม่ถูก ไม่รู้ว่าควรจะทำเช่นไรต่อไปดี
ต่งกังหย่งหันขวับกลับไปตวาดเสียงกร้าว "ยังมัวยืนเหม่ออันใดอยู่อีก!? รีบคุกเข่าโขกศีรษะขอขมาเดี๋ยวนี้!"
หวังต้าสง เจ้าลิงผอม และกัวซานหลาง พร้อมด้วยพวกอันธพาลอีกหลายคนรีบคุกเข่าลงตาม
เสียงร้องขอความเมตตาดังระงมสลับกันไปมา
ความเปลี่ยนแปลงนี้ช่างกะทันหันยิ่งนัก ทำเอาฝูงชนที่มุงดูอยู่ถึงกับตกตะลึงอ้าปากค้าง
นี่มันสถานการณ์อันใดกัน?
หรือว่าหอเลิศรสจะมีผู้หนุนหลังจริงๆ?
มีเพียงผู้ที่ตาแหลมคมเท่านั้นที่มองออก หอเลิศรสแห่งนี้ไม่เพียงแต่มีผู้หนุนหลัง ทว่าผู้หนุนหลังนั้นยังยิ่งใหญ่ไม่เบาเสียด้วย
เวลานี้ สวีเจิงโซ่วแค่นเสียงหัวเราะเย็นชา ก่อนจะเอ่ยกับต่งกังหย่ง "เจ้ารับเบี้ยหวัดจากราชสำนัก ทว่ากลับปล่อยปละละเลยให้พวกอันธพาลเหล่านี้กระทำเรื่องเลวทรามตามอำเภอใจ สมควรรับโทษเยี่ยงไร!?"
ต่งกังหย่งเองก็เป็นพวกจิ้งจอกเฒ่าเจ้าเล่ห์ รีบโขกศีรษะให้สวีเจิงโซ่วคราหนึ่ง จากนั้นก็ลุกขึ้นยืนตวาดสั่งการลูกน้องเสียงกร้าว
"จับพวกอันธพาลเหล่านี้มัดให้หมด แล้วคุมตัวกลับไปไต่สวน!"
เหล่าทหารต่างเร่งรีบลงมือปฏิบัติการทันที
หวังต้าสงและพรรคพวกหน้าซีดเผือดราวกับขี้เถ้า แววตาเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง หวังต้าสงรู้สึกนึกเสียใจยิ่งนัก ไม่น่ารนหาที่วิ่งมาก่อเรื่องเลยจริงๆ
เดิมทีกะว่าอีกฝ่ายเป็นเพียงเถ้าแก่ร้านเล็กๆ ธรรมดา มั่นใจว่าต้องเป็นแหล่งทำเงินให้สูบเลือดสูบเนื้อไปได้อีกยาวนาน
ทว่าใครจะคาดคิดว่าดันเตะโดนแผ่นเหล็กเข้าให้ ผู้หนุนหลังของอีกฝ่ายช่างแข็งแกร่งถึงเพียงนี้
ให้ตายเถอะ ทายาทของเว่ยกั๋วกงเชียวนะ แม้แต่เชื้อพระวงศ์ยังต้องไว้หน้าถึงสามส่วน
บุคคลระดับนี้ เพียงแค่กระดิกนิ้วเดียว ก็สามารถทำให้พวกอันธพาลอย่างพวกมันตายอย่างไร้ที่ฝังศพได้แล้ว
เมื่อหวังต้าสงคิดได้ดังนี้ จึงรีบโขกศีรษะร้องขอความเมตตาจากเฉินหยาง
อันธพาลคนอื่นๆ ก็ร้องห่มร้องไห้น้ำมูกน้ำตาไหลพราก รู้สึกสำนึกเสียใจเป็นที่สุด
ทว่าเฉินหยางกลับยังคงสงบนิ่งเยือกเย็น ยืนหยัดด้วยท่าทีผ่อนคลายสบายๆ
ราวกับว่าเรื่องราวทั้งหมดนี้ หาได้เกี่ยวข้องอันใดกับตนเองเลยแม้แต่น้อย