spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
| *ตั้งค่าถาวร (คลิกตั้งค่าถาวร) |
บทที่ 19 ร้านนี้ คงเปิดกิจการต่อไปไม่ได้แล้ว
อ้ายคุนและอ้ายเยว่หลานตกตะลึงจนหน้าถอดสี
ห้าก้วนเชียวรึ!?
สำหรับชาวบ้านธรรมดาสามัญอย่างพวกเขา นั่นไม่ใช่เงินจำนวนน้อยๆ เลยนะ
เทียบเท่ากับค่าแรงตั้งหลายเดือน ไม่ใช่เรื่องมาล้อเล่นกันเลย
ทว่าเจ้าพวกนี้หน้าตาดุร้ายราวกับเทพมาร หากไม่ยอมจ่าย เกรงว่ากิจการนี้คงไม่อาจดำเนินต่อไปได้แล้ว
เฉินหยางเองก็รู้สึกลำบากใจอยู่ไม่น้อย
จนถึงยามนี้ เฉินหยางหาเงินมาได้ห้าสิบก้วนแล้ว
เงินห้าก้วนก็เป็นเพียงหนึ่งในสิบส่วนเท่านั้น นี่คือค่าคุ้มครองสำหรับหนึ่งเดือน ถือว่าไม่ได้กล่าวเกินจริงไปนัก
ทว่าหากเฉินหยางยอมจ่ายไปอย่างง่ายดายเช่นนี้ วันข้างหน้าย่อมไม่อาจนอนหลับอย่างเป็นสุขได้แน่
ผู้ใดจะรับประกันได้เล่าว่าเดือนหน้าหวังต้าสงจะไม่เรียกร้องค่าคุ้มครองเพิ่มขึ้น?
เดือนนี้ห้าก้วน เดือนหน้าอาจจะกลายเป็นสิบก้วน
หากยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่นนี้ กิจการก็คงไม่อาจทำต่อไปได้แล้ว
อีกอย่าง ผู้ใดจะรับประกันได้ว่าบนถนนย่านตลาดพลุกพล่านสายนี้จะมีหวังต้าสงเพียงแค่คนเดียว
เกิดมีหลี่ต้าสง จ้าวต้าสง หรือพวกพ้องทำนองนี้โผล่มา พาคนมาเรียกร้องเงินคนละไม่กี่ก้วน แบบนั้นก็คงรับมือไม่ไหวเช่นกัน ช่วยไม่ได้นี่นา ใครใช้ให้กิจการของหอเลิศรสเจริญรุ่งเรืองถึงเพียงนี้เล่า
เมื่อเห็นเฉินหยางไม่ปริปากเอื้อนเอ่ย อันธพาลที่ชื่อโส่วโห่ว (เจ้าลิงผอม) ก็บันดาลโทสะ "เจ้ารีบๆ หน่อยสิ! หากไม่ยอมจ่าย เจ้าก็ไม่ต้องทำการค้าแล้ว!"
หวังต้าสงแค่นเสียงเย็นชา ยกมือกอดอก
เจ้าหมอนี่รูปร่างกำยำล่ำสันจริงๆ หากมีเรื่องชกต่อยก็คงเป็นยอดฝีมือคนหนึ่ง
ทว่าเฉินหยางก็มิใช่พวกที่เติบโตมาเพราะถูกข่มขู่จนขวัญเสีย ยามอยู่ชาติก่อนก็ใช่ว่าจะไม่เคยมีเรื่องชกต่อย ซ้ำยังเคยเรียนศิลปะการต่อสู้แบบสานต่าและมวยสากลมาโดยเฉพาะ
ดังนั้นเมื่อต้องเผชิญหน้ากับคนเพียงไม่กี่คนนี้ เฉินหยางก็ยังพอมีกำลังต่อกรได้
ทว่ามันไม่มีความจำเป็นใดเลย
หากสู้แพ้ก็ต้องนอนหยอดน้ำข้าวอยู่บนเตียงไปหลายวัน
ต่อให้สู้ชนะก็เป็นเพียงชัยชนะที่แลกมาด้วยความบอบช้ำ ถึงเวลานั้นอีกฝ่ายก็ต้องพาคนมาแก้แค้นมากกว่าเดิมอยู่ดี
สรุปแล้วกิจการก็คงทำได้ยากลำบากอยู่ดี
เฉินหยางจึงแย้มยิ้มพลางกล่าว "ทุกท่าน เชิญด้านในเถิด พวกเรามาพูดคุยกันดีๆ"
หวังต้าสงโบกไม้โบกมือ "พวกข้ายังมีธุระ ไม่อยากอยู่นานนัก เจ้ารีบๆ เอาเงินมาให้พวกข้า แล้ววันหน้าค่อยพบกันใหม่"
เฉินหยางกลับส่ายหน้า "หวัง... หวังต้าเยีย พวกเราพูดกันตามตรงเถิด พวกข้าทำเพียงกิจการเล็กๆ เงินห้าก้วนมันมากเกินไป ข้าจ่ายไม่ไหวหรอก"
พอพวกอันธพาลได้ฟัง ก็ไม่ยินยอมในทันที
"อะไรจ่ายไม่ไหว? กิจการของเจ้ารุ่งเรืองจะตายไป!"
"ใช่แล้ว พวกข้ามาซุ่มดูอยู่หน้าร้านเจ้าหลายวันแล้ว คนมาซื้อของไม่เคยขาดสายเลย!"
"เถ้าแก่ เงินห้าก้วนสำหรับเจ้ามันก็แค่ขนหน้าแข้งร่วง รีบๆ จ่ายมาเถอะ!"
หวังต้าสงสะบัดมือคราหนึ่ง พวกอันธพาลก็หุบปากฉับลง
หวังต้าสงเอ่ยกับเฉินหยาง "ไอ้หนุ่ม เจ้าอย่าได้เห็นพวกข้าเป็นคนโง่เขลา หากไม่มั่นใจ พวกข้าไม่มีทางเรียกจำนวนเท่านี้หรอก"
หากเป็นคนธรรมดาทั่วไป เมื่อต้องเผชิญกับบารมีอันน่าเกรงขามของหวังต้าสง คงยอมจำนนไปตั้งนานแล้ว
ทว่าเฉินหยางกลับไม่แสดงอาการลุกลี้ลุกลนเลยแม้แต่น้อย เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น
"หวังต้าเยีย แม้จะกล่าวว่ามีคนมาซื้อของที่นี่ค่อนข้างมาก แต่นั่นก็แค่ดูเหมือนกิจการจะดีเท่านั้น ข้าทำเพียงกิจการเล็กๆ หาเงินไม่ได้สักเท่าใดหรอก"
"เงินห้าก้วน มันมากเกินไปจริงๆ หากมอบให้พวกท่านไป ร้านนี้ข้าก็คงเปิดต่อไปไม่ได้แล้ว เดือนหน้าจะเอาเงินที่ใดมาให้ท่านอีกล่ะ?"
"ท่านดูเช่นนี้ดีหรือไม่ ข้าจะให้พวกท่านเดือนละสองก้วน"
หวังต้าสงชี้หน้าเฉินหยาง ร้องตะโกนเสียงกร้าว "สองก้วนรึ? เจ้าคิดว่าพวกข้าเป็นขอทานหรืออย่างไร!? ไอ้หนุ่ม ข้าจะบอกเจ้าไว้เลยนะ ห้าก้วน ขาดไปอีแปะเดียวก็ไม่ได้!"
ยามนั้นเอง ชายผู้หนึ่งที่อยู่เบื้องหลังหวังต้าสงก็ก้าวขึ้นมา แล้วกระซิบเสียงเบากับหวังต้าสง
"ลูกพี่ พวกเราเรียกให้น้อยลงหน่อยเถิด กิจการเล็กๆ มันหาเงินไม่ได้มากจริงๆ หากเขาเปิดต่อไปไม่ไหวจนต้องปิดกิจการ ถึงเวลานั้นมันก็ไม่เป็นผลดีกับใครเลยนะ"
แม้ชายผู้นี้จะกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ทว่าเฉินหยางกลับยังคงได้ยิน
ชายผู้นี้มีนามว่า 'กัวซานหลาง' ถือเป็นพี่รองของกลุ่มอันธพาลแก๊งนี้
ดูออกได้เลยว่ากัวซานหลางผู้นี้ยังพอมีความเมตตาสงสารต่อเฉินหยางอยู่บ้าง
หวังต้าสงถลันตามองกัวซานหลางแวบหนึ่ง "ไสหัวไปอยู่ข้างๆ เลย! อย่ามาพูดขัดจังหวะข้า! หากไม่ได้เงิน ทุกคนก็ไปอ้าปากกินลมตะวันตกเฉียงเหนือก็แล้วกัน!"
กัวซานหลางถอนหายใจยาว ส่ายหน้าไปมา แล้วจำใจต้องถอยกลับไป
ความเคลื่อนไหวทางฝั่งนี้เอิกเกริกยิ่งนัก ดึงดูดหลงจู๊และลูกจ้างจากร้านรวงละแวกใกล้เคียงให้เข้ามาดู ซ้ำยังมีคนเดินถนนที่ชอบมุงดูเรื่องสนุก มารวมตัวกันไม่น้อย
พวกเขามิกล้าเข้าใกล้ ได้แต่ยืนดูอยู่ห่างๆ พลางวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา
"เห็นหรือไม่? นี่แหละที่เรียกว่าต้นไม้ใหญ่ต้านลม หอเลิศรสแห่งนี้ดึงดูดพวกของหวังต้าสงให้มาหาจริงๆ ด้วย"
"เฮ้อ เจ้ายังไม่เข้าใจอีกรึ? ต้องมีคนแอบเล่นตุกติกอยู่เบื้องหลังแน่ๆ"
"ก็ใช่น่ะสิ ใครใช้ให้กิจการร้านเขาดีที่สุดเล่า ข้าเองยังอิจฉาตาร้อนเลย"
"เถ้าแก่คนนี้ขอเพียงยอมจ่ายเงิน เรื่องก็จบแล้วใช่หรือไม่"
"เหอะ จบงั้นรึ? เจ้าคอยดูเถิด ครั้งนี้ยอมจ่ายไป เดือนหน้าก็ต้องจ่ายมากขึ้น เผลอๆ อาจจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวเลยล่ะ"
"หน้าเลือด ช่างหน้าเลือดจริงๆ!"
ที่เขาเรียกกันว่าคนสายอาชีพเดียวกันมักฟาดฟันกันเอง
ร้านขายของกินไม่น้อยต่างพากันรอหัวเราะเยาะหอเลิศรส
เผลอๆ อันธพาลอย่างหวังต้าสง อาจจะถูกเถ้าแก่ร้านอื่นจ้างวานมาเสียด้วยซ้ำ
ในจังหวะเวลานั้นเอง รถม้าคันหนึ่งก็แล่นเข้ามา
มีคนสองคนทยอยก้าวลงมาจากรถม้า
เป็นชายหนึ่งหญิงหนึ่ง ฝ่ายชายหล่อเหลาสง่างาม ฝ่ายหญิงก็งดงามหมดจด ล้วนอยู่ในวัยสิบกว่าปี
ทั้งสองสวมใส่อาภรณ์หรูหรา มองปราดเดียวก็รู้ว่าฐานะไม่ธรรมดา
พลันมีคนตาไวจำได้ขึ้นมาทันที
"ดูนั่นเร็ว ดูนั่น นั่นมันรถม้าของจวนเว่ยกั๋วกงไม่ใช่รึ"
"เหลวไหลน่า เห็นสองคนนั้นหรือไม่? ไม่แน่อาจจะเป็นคุณชายกับคุณหนูจากจวนเว่ยกั๋วกงเชียวนะ"
"เป็นไปไม่ได้หรอก บุคคลระดับสูงเช่นนั้น จะมาทำสิ่งใดที่นี่เล่า?"
"ใครจะไปรู้ได้เล่า เจ้าหลบไปหน่อยเถิด อย่าไปขวางทางพวกเขาเลย"
ใช่แล้ว ชายหญิงคู่นี้ ก็คือสวีเจิงโซ่วและสวีเมี่ยวจิ่นนั่นเอง
วันนี้พวกเขากลับมาหิวโหยน้ำลายสออีกแล้ว จึงรีบวิ่งโร่มาซื้อปิ่งต้นหอมพันชั้นและปิ่งเนื้อทอดกรอบ
ช่วยไม่ได้นี่นา ของสองสิ่งนี้มันอร่อยเกินไป ซ้ำยังกินเท่าใดก็ไม่รู้จักเบื่อ
เมื่อทั้งสองเห็นคนหลายคนยืนอยู่หน้าร้าน ก็อดขมวดคิ้วมุ่นไม่ได้
นี่มันเกิดเรื่องอันใดขึ้น?
คนพวกนี้ก็ดูไม่เหมือนลูกค้าที่มาซื้อปิ่งเลยนี่นา