spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
| *ตั้งค่าถาวร (คลิกตั้งค่าถาวร) |
บทที่ 13 เจวี๋ยเว่ยจาย (หอเลิศรส)? นี่แม่นางชอบกินคอเป็ดงั้นหรือ?
สวีเมี่ยวอวิ๋นชะงักไปเล็กน้อย "ให้ข้าช่วยเจ้าคิดงั้นรึ?"
เฉินหยางกลับรู้สึกขัดเขินอยู่บ้าง "แม่นาง ข้าไม่ค่อยถนัดเรื่องการตั้งชื่อสักเท่าใดนัก"
เสี่ยวชุ่ยเอ่ยถาม "เรื่องนั้นจัดการง่ายดายนัก เถ้าแก่ แซ่อะไรหรือ?"
"ข้าแซ่เฉิน"
"เช่นนั้นก็เรียกว่า ร้านสกุลเฉิน สิ"
เฉินหยางลองไตร่ตรองดู "ก็พอได้อยู่ ทว่าฟังดูคล้ายกับร้านขายถั่วขายธัญพืชอย่างไรชอบกล"
"เอ๋? ถั่วธัญพืชอันใดกัน?"
"ไม่มีอันใดหรอกๆ"
ยามนั้น สวีเมี่ยวอวิ๋นจึงเอ่ยขึ้นว่า "ถ้าเช่นนั้น เรียกว่า 'เจวี๋ยเว่ยจาย' (หอเลิศรส) ดีหรือไม่"
เฉินหยางพลันเผยสีหน้าพิลึกพิลั่น
เจวี๋ยเว่ยจาย?
หรือว่า...
"แม่นาง นี่ท่านชอบกินคอเป็ดงั้นหรือ?"
สวีเมี่ยวอวิ๋นฟังจนงุนงงไปหมด "คอเป็ดรึ? เหตุใดต้องกินของพรรค์นั้นด้วยเล่า?"
เฉินหยางรีบโบกไม้โบกมือเป็นพัลวัน "ไม่มีอันใดหรอก ข้าเพียงรู้สึกว่า ชื่อ เจวี๋ยเว่ยจาย นี้ดีมาก ดีเยี่ยมไปเลย เอาชื่อนี้ก็แล้วกัน"
สวีเมี่ยวอวิ๋นเบิกตากว้าง "จะใช้ชื่อนี้จริงๆ รึ?"
"แน่นอนสิ ช่างดีเยี่ยมยิ่งนัก"
สวีเมี่ยวอวิ๋นคาดไม่ถึงว่าเถ้าแก่เฉินผู้นี้จะตัดสินใจได้เด็ดขาดฉับไวถึงเพียงนี้
ชื่อของร้านรวงนั้นมีความสำคัญยิ่งนัก เถ้าแก่หลายคนถึงขั้นต้องยอมควักเงินก้อนโตไปจ้างวานซินแสผู้รู้มาช่วยตั้งชื่อให้
แต่เถ้าแก่เฉินผู้นี้กลับประหลาดนัก พอรู้สึกว่าไพเราะ ก็เคาะโต๊ะตัดสินใจเลือกเอาดื้อๆ เสียอย่างนั้น
เฉินหยางเอ่ย "ทั้งสองท่าน เชิญด้านในเถิด"
สวีเมี่ยวอวิ๋นและเสี่ยวชุ่ยจึงก้าวเดินเข้าไปด้านใน
ภายในร้านสะอาดสะอ้านหมดจดยิ่งกว่าเดิม ซ้ำยังจัดวางกระถางไม้ดอกไม้ประดับเอาไว้หลายกระถาง ขับเน้นบรรยากาศให้ดูงดงามหมดจดและสงบเงียบแฝงความสง่างามอยู่หลายส่วน
อ้ายเยว่หลานประคองน้ำชาสองถ้วยเข้ามาเสิร์ฟ กลิ่นหอมของชาชวนให้ผู้คนรู้สึกเบิกบานใจ
อ้ายเยว่หลานเอ่ยอย่างรู้ความ "ทั้งสองท่าน เชิญดื่มชาตามสบายเจ้าค่ะ"
สวีเมี่ยวอวิ๋นเอ่ยถาม "ชานี้ เถ้าแก่เป็นคนจัดเตรียมไว้หรือ?"
อ้ายเยว่หลานพยักหน้ารับ ก่อนจะขอตัวไปง่วนกับงานต่อ
เสี่ยวชุ่ยลดเสียงกระซิบกระซาบ "คุณหนู นี่คงไม่ใช่ชาชั้นดีอันใดหรอกเจ้าค่ะ อย่าดื่มเลยจะดีกว่า"
สวีเมี่ยวอวิ๋นถลันตามองเสี่ยวชุ่ยแวบหนึ่ง แล้วจึงยกถ้วยชาขึ้นจิบคำหนึ่ง
"ยังจะกล่าวว่าไม่ใช่ชาชั้นดีอีกหรือ? เจ้ารู้หรือไม่ว่านี่คือชาอันใด?"
เสี่ยวชุ่ยส่ายหน้าดิก
"นี่คือชาเหมาเจียนจากยอดเขาเยี่ยนเหยียนแห่งเทือกเขาเทียนไถ ชาคุณภาพระดับนี้ ราคาไม่ถูกเลยนะ"
"จะแพงสักเท่าใดกันเชียวเจ้าคะ?"
"ใบชาหนึ่งตำลึง ราคาแปดร้อยอีแปะ"
เสี่ยวชุ่ยตกตะลึงอ้าปากค้าง
คาดไม่ถึงเลยว่าเถ้าแก่ขายปิ่งต้นหอมผู้หนึ่ง ถึงกับมีชาชั้นเลิศเช่นนี้ไว้ดื่มด่ำ
ช่างประเมินเขาต่ำไปเสียแล้วจริงๆ
ยามนั้น เฉินหยางก็เดินเข้ามา เอ่ยถามว่า "แม่นาง ท่านอยากทานสิ่งใดรึ? ต้องการสักเท่าใด? ข้าจะไปทำให้ท่านเดี๋ยวนี้"
สวีเมี่ยวอวิ๋นไตร่ตรองดูครู่หนึ่ง จึงสั่งปิ่งต้นหอมพันชั้นสองแผ่น และปิ่งเนื้อทอดกรอบอีกสามชิ้น
เมื่อเฉินหยางได้ฟัง ก็มุ่งหน้าไปจัดการที่ห้องครัวด้านหลัง
ข้อดีที่สุดประการหนึ่งของการเช่าร้านรวง ก็คือสามารถเปิดทำการค้าขายได้ตลอดทั้งวัน หลังจากเปิดกิจการอย่างเป็นทางการ รายได้ย่อมต้องเพิ่มพูนขึ้นเป็นกอบเป็นกำ
ส่วนจะสามารถหาเงินได้มากน้อยเพียงใดนั้น เฉินหยางก็ยังไม่ได้ประเมินเอาไว้เช่นกัน ทว่าต้องเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจมากอย่างแน่นอน
ชั่วจิบชาต่อมา ห่อกระดาษซับน้ำมันสองห่อก็ถูกนำมาวางจัดเตรียมไว้เบื้องหน้าของสวีเมี่ยวอวิ๋น
กลิ่นหอมกรุ่นของอาหาร ช่างรุนแรงจนไม่อาจต้านทานได้
เฉินหยางรินน้ำชาเติมให้สวีเมี่ยวอวิ๋น พลางเอ่ย "ไม่ต้องรีบร้อน นั่งพักผ่อนสักครู่แล้วค่อยกลับเถิด"
สวีเมี่ยวอวิ๋นเองก็ไม่ได้รีบร้อนอันใดจริงๆ นางรู้สึกสบายใจเมื่อได้อยู่ที่นี่ ถึงขั้นรู้สึกผ่อนคลายยิ่งกว่ายามอยู่แต่ในห้องหอของตนเองเสียอีก
สวีเมี่ยวอวิ๋นเอ่ยถาม "เจ้าไม่จัดวางโต๊ะเก้าอี้ภายในร้านสักหน่อยรึ เพื่อให้ลูกค้าได้นั่งทานกันในร้านอย่างไรเล่า?"
เสี่ยวชุ่ยก็เอ่ยเสริม "นั่นสิ เปิดเป็นโรงเตี๊ยมไปเลยจะดีกว่านะ"
ทว่าเฉินหยางกลับส่ายหน้า "ชั่วคราวนี้ยังไม่จำเป็นหรอก"
"เหตุใดกันเล่า?"
"ร้านนี้แม้จะไม่เล็ก ทว่าหากจะทำเป็นโรงเตี๊ยมก็ยังถือว่าเล็กไปนิด หากตั้งโต๊ะเก้าอี้ ก็จะทำให้ลูกค้าที่เข้ามานั่งรู้สึกอึดอัดคับแคบเสียเปล่าๆ"
สวีเมี่ยวอวิ๋นลองไตร่ตรองดู ก็เห็นว่าคำพูดของเฉินหยางมีเหตุผลอยู่หลายส่วน
หากมีคนนั่งอยู่ด้านในเพียงหนึ่งหรือสองคนก็คงพอทน ทว่าหากมีลูกค้าเพิ่มมากขึ้น ผู้คนเบียดเสียดแออัดยัดเยียด ซ้ำยังต้องนั่งร่วมโต๊ะกับผู้อื่น คงรู้สึกอึดอัดไม่สบายตัวจริงๆ นั่นแหละ ยิ่งไปกว่านั้น ทางฝั่งเฉินหยางก็ขายเพียงปิ่งต้นหอมและปิ่งเนื้อทอดกรอบ ดูเหมือนจะไม่มีความจำเป็นอันใดที่ต้องนั่งกินอยู่ภายในร้าน
สวีเมี่ยวอวิ๋นเอ่ยถามต่อ "แล้วพวกเจ้ายังจะขายของกินชนิดอื่นอีกหรือไม่?"
เฉินหยางแย้มยิ้ม "ยามนี้ยังมีแค่สองอย่าง ทว่าวันข้างหน้าจะมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ถึงเวลานั้น ข้าจะเชิญพวกท่านมาลิ้มลองรสชาติเป็นคนแรกอย่างแน่นอน"
สวีเมี่ยวอวิ๋นปรายตามองเฉินหยางแวบหนึ่ง
ด้วยสายตาอันแหลมคมของ 'หนี่จูเซิง' อย่างนาง ชายผู้นี้ช่างไม่ธรรมดาสามัญเลยจริงๆ
การได้สนทนาพาทีกับเฉินหยาง ชวนให้ผู้คนรู้สึกผ่อนคลายสบายใจ ไม่ต้องใช้ความพยายามอันใดเลยแม้แต่น้อย
สวีเมี่ยวอวิ๋นเฝ้ารอคอยให้เฉินหยางรังสรรค์ของกินชนิดใหม่ออกมาจริงๆ เสียแล้ว
สวีเมี่ยวอวิ๋นมิได้รั้งอยู่นานนัก นางเรียกเสี่ยวชุ่ยแล้วจึงอำลาจากไป
ขณะนั่งอยู่บนรถม้า เสี่ยวชุ่ยเอ่ยถามด้วยความใคร่รู้ "คุณหนูใหญ่ เหตุใดท่านจึงต้องดั้นด้นมาไกลถึงเพียงนี้ เพื่อซื้อปิ่งต้นหอมด้วยล่ะเจ้าคะ?"
สวีเมี่ยวอวิ๋นมิได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใด เพียงกล่าวกับเสี่ยวชุ่ยว่า "เจ้าลองกินปิ่งต้นหอมนี่สักชิ้นก่อนเถิด แล้วค่อยถาม"
เสี่ยวชุ่ยเองก็รู้สึกใคร่รู้ในรสชาติของปิ่งต้นหอมพันชั้นอยู่เช่นกัน นางเปิดห่อกระดาษซับน้ำมัน หยิบปิ่งต้นหอมขึ้นมาหนึ่งชิ้น แล้วกัดลงไปหนึ่งคำ
และก็เป็นดังคาด ดวงตาของเสี่ยวชุ่ยพลันเบิกกว้างขึ้นมาในทันใด จากนั้นก็ขบเคี้ยวเพียงสองสามคำ แล้วสวาปามปิ่งทั้งชิ้นยัดเข้าปากไปจนหมดสิ้น
กว่าจะกลืนลงคอไปได้อย่างยากลำบาก เสี่ยวชุ่ยจึงค่อยเปล่งเสียงร้องอุทานออกมา
"คุณหนูใหญ่! นี่... นี่มันอร่อยเกินไปแล้วเจ้าค่ะ!"