หน้าแรก > ยอดเชฟแห่งต้าหมิง: เปิดฉากมาก็พิชิตแม่นางสวีเมี่ยวอวิ๋น
บทที่ 12 เผลอทำลายบุพเพสันนิวาสอันดีงามของจูตี้เสียแล้ว

spoilsoc.com

spoilsoc.com

spoilsoc.com

spoilsoc.com

spoilsoc.com

spoilsoc.com

spoilsoc.com

spoilsoc.com

*ตั้งค่าถาวร (คลิกตั้งค่าถาวร)

บทที่ 12 เผลอทำลายบุพเพสันนิวาสอันดีงามของจูตี้เสียแล้ว

 

สวีเมี่ยวอวิ๋นได้กินปิ่งต้นหอมไปสองชิ้นดังคาด ช่างหนำใจและคลายความอัดอั้นตันใจได้ดียิ่งนัก

นอกเหนือจากรสชาติที่แสนอร่อยล้ำเลิศแล้ว สวีเมี่ยวอวิ๋นยังพบว่าทั่วทั้งร่างของตนรู้สึกผ่อนคลายขึ้นไม่น้อย

ผ่อนคลายเป็นพิเศษ ความสุขเพิ่มพูนทวีคูณ

ช่างน่าอัศจรรย์ใจจริงๆ นี่คือสรรพคุณวิเศษของอาหารเลิศรสกระนั้นหรือ?

 

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ทันทีที่สวีเมี่ยวอวิ๋นลุกจากเตียง ก็รู้สึกหิวโหยขึ้นมาอีกแล้ว

อาหารเช้าที่ทำจากห้องครัวในจวน นางไม่อยากแตะต้องเลยสักนิด

 

พอสวีเมี่ยวอวิ๋นนึกถึงปิ่งต้นหอม และปิ่งเนื้อทอดกรอบชิ้นนั้น ก็รู้สึกว่าน้ำลายแทบจะสอทะลักออกมา

ไม่ได้เรื่อง ช่างไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย

 

ในจังหวะนั้นเอง ประตูห้องก็ถูกผลักเปิดออกอีกครา

น้องสาวสวีเมี่ยวจิ่นพุ่งพรวดพราดเข้ามา

สวีเมี่ยวอวิ๋นถลันตามองสวีเมี่ยวจิ่นแวบหนึ่ง "ยังไม่เคาะประตูอีก! ไม่รู้จักเคาะประตูอีกแล้ว! หากคราวหน้ายังเป็นเช่นนี้อีก ข้าจะสั่งโบยเจ้าเสีย!"

 

สวีเมี่ยวจิ่นหัวเราะร่วน "ข้าลืมอีกแล้วนี่นา ไม่พูดเรื่องนี้แล้ว ท่านพี่ ไปกินข้าวเช้าด้วยกันเถิด!"

สวีเมี่ยวอวิ๋นก็ยากจะปฏิเสธ จึงจำใจเดินตามไป

เฮ้อ เป็นมื้อเช้าที่จืดชืดไร้รสชาติราวกับเคี้ยวขี้ผึ้งอีกแล้ว

 

สวีเมี่ยวอวิ๋นกลืนไม่ลงจริงๆ นางเพียงฝืนกินโจ๊กและเครื่องเคียงเย็นๆ ไปเล็กน้อย ก็รวบรัดจบมื้ออาหารไปอย่างส่งเดช

วันนี้ คงต้องไปที่ย่านตลาดพลุกพล่านเขตนอกเมืองอีกสักคราแล้วล่ะ

 

ยามนั้น สวีเมี่ยวจิ่นก็วิ่งกลับมาหาอีกครา พร้อมลดเสียงกระซิบกระซาบ "ท่านพี่ ได้ยินมาว่าวันนี้องค์ชายสี่กับซื่อจื่อตระกูลหลี่จะไปประลองยุทธ์กันที่ลานฝึกทหาร พวกเราจะไปดูหรือไม่เจ้าคะ?"

 

สวีเมี่ยวอวิ๋นชะงักไปเล็กน้อย "องค์ชายสี่รึ?"

องค์ชายสี่ ย่อมหมายถึง 'จูตี้' พระราชโอรสลำดับที่สี่ของฮ่องเต้จูหยวนจางนั่นเอง

ส่วนซื่อจื่อตระกูลหลี่ ก็คือ 'หลี่จิ่งหลง' บุตรชายของเฉากั๋วกงหลี่เหวินจง

ทั้งสองคนในยามนี้ต่างก็เป็นชายหนุ่มเลือดร้อน พละกำลังเหลือเฟือ มักจะไปปลดปล่อยพลังกันที่ลานฝึกทหารอยู่เสมอ มิเช่นนั้นคงได้ปีนหลังคาเปิดกระเบื้องก่อเรื่องวุ่นวายเป็นแน่

 

ช่างน่าอัศจรรย์ใจนัก หากเป็นไปตามหน้าประวัติศาสตร์ บุคคลทั้งสองนี้ในภายภาคหน้าจะได้เผชิญหน้ากันบนสมรภูมิรบ

แน่นอนว่า หลี่จิ่งหลงจะถูกจูตี้ตีแตกพ่ายจนต้องทิ้งเกราะหนีตาย

และตามหลักแล้ว สวีเมี่ยวอวิ๋นก็สมควรจะได้เป็นพระชายาของจูตี้ ทว่าในยามนี้ทั้งสองยังไม่เคยพานพบหน้า และยังไม่รู้จักมักจี่กันเลย

 

แต่ถึงกระนั้น สวีเมี่ยวอวิ๋นก็เคยได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับจูตี้มาไม่น้อย

นางค่อนข้างอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับองค์ชายผู้รักอิสระเสรี ไม่ยึดติดกับกฎเกณฑ์ และมักจะทำสิ่งใดนอกเหนือความคาดหมายอยู่เสมอผู้นี้

 

หากเป็นยามปกติ สวีเมี่ยวอวิ๋นย่อมต้องไปร่วมชมการประลองที่ลานฝึกทหารอย่างแน่นอน

ทว่าวันนี้กลับแตกต่างออกไป สวีเมี่ยวอวิ๋นอยากกินปิ่งต้นหอมเป็นอย่างมาก รวมถึงปิ่งเนื้อทอดกรอบด้วย

สิ่งนี้ทำให้นางจิตใจว้าวุ่นไม่สงบ แล้วจะมีกะจิตกะใจไปดูองค์ชายสี่กับซื่อจื่อตระกูลหลี่วิ่งเล่นเป็นม้าคึกที่ลานฝึกทหารได้อย่างไรเล่า

 

สวีเมี่ยวอวิ๋นโบกไม้โบกมือ "ไม่ไปหรอก วันนี้ข้ามีธุระต้องไปจัดการที่เขตนอกเมือง เจ้าจะไปหรือไม่?"

สวีเมี่ยวจิ่นชะงักไปเล็กน้อย จากนั้นก็ส่ายหน้าดิก "ไปจัดการธุระที่เขตนอกเมืองรึ? ข้าไม่ไปหรอกเจ้าค่ะ! ท่านพี่ ท่านไปเองเถิด!"

 

สวีเมี่ยวอวิ๋นแย้มยิ้มบางๆ นังหนูนี่หลงกลเข้าให้แล้วจริงๆ

แม่หนูสวีเมี่ยวจิ่นผู้นี้ หวาดกลัวการทำงานเป็นที่สุด ไม่มีทางตามไปที่เขตนอกเมืองอย่างแน่นอน

หลังจากสวีเมี่ยวจิ่นจากไป สวีเมี่ยวอวิ๋นก็นั่งรถม้าออกจากจวนไปอีกครา

สวีเมี่ยวอวิ๋นมุ่งหน้าไปเขตนอกเมืองจริงๆ ทว่ามิใช่ไปจัดการธุระอันใด แต่เพื่อไปซื้อของกินต่างหาก

 

เพียงแค่ก้าวนี้ ก้าวเดียว ก็ทำให้ทิศทางของประวัติศาสตร์เปลี่ยนแปลงไปแล้ว

ในประวัติศาสตร์ที่ควรจะเป็น สวีเมี่ยวอวิ๋นและสวีเมี่ยวจิ่นจะได้ไปที่ลานฝึกทหารหลวงด้วยกันจริงๆ เพื่อเฝ้าชมการประลองของจูตี้และหลี่จิ่งหลงจากที่ไกลๆ

 

สวีเมี่ยวอวิ๋นจะได้ประจักษ์ถึงท่วงท่าอันองอาจของจูตี้ และเกิดความรู้สึกดีๆ ต่อเขา

จนกระทั่งเมื่อฮ่องเต้จูหยวนจางประทานงานวิวาห์ให้ สวีเมี่ยวอวิ๋นจึงมิได้คัดค้านเลยแม้แต่น้อย กลับลอบยินดีอยู่ลึกๆ เสียด้วยซ้ำ

 

แต่ตอนนี้ดีล่ะสิ จูตี้ได้สูญเสียโอกาสที่จะทำให้ 'หนี่จูเซิง' ตกหลุมรักเขาไปเสียแล้ว

แล้วใครกันเล่าที่เป็นผู้ชักใยอยู่เบื้องหลัง?

จูตี้คงคาดไม่ถึงแม้ในความฝัน ว่าบุพเพสันนิวาสอันดีงามของตน จะถูกขัดขวางโดยพ่อค้าขายของกินผู้หนึ่ง

 

ครั้งนี้สวีเมี่ยวอวิ๋นพกเสี่ยวชุ่ยมาด้วย

อย่างไรเสียเสี่ยวชุ่ยก็เป็นสาวใช้คนสนิท การจะทิ้งนางไว้ข้างหลังตลอดก็ดูจะไม่ค่อยเหมาะควรนัก

เสี่ยวชุ่ยงุนงงสับสน ทว่าก็มิได้ไต่ถามสิ่งใดให้มากความ

จนกระทั่งมาถึงย่านตลาดพลุกพล่านเขตนอกเมือง เสี่ยวชุ่ยจึงถึงบางอ้อ

ที่แท้คุณหนูก็อยากกินปิ่งต้นหอมนี่เอง!

 

เสี่ยวชุ่ยยังคงนึกฉงนใจ เหตุใดจู่ๆ คุณหนูถึงได้ตะกละตะกลามอยากกินขึ้นมาปานนี้?

เมื่อก่อนไม่เคยมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นมาก่อนเลย

เสี่ยวชุ่ยก็ได้แต่คิดในใจ มิกล้าเอื้อนเอ่ยออกไปจริงๆ

 

เมื่อทั้งสองก้าวลงจากรถม้า และเดินมาถึงหน้าร้าน ก็เห็นเถ้าแก่ขายปิ่งต้นหอมยืนอยู่ด้านนอก

เขาแหงนหน้ามองขึ้นไปด้านบน ไม่รู้ว่ากำลังดูสิ่งใดอยู่

เสี่ยวชุ่ยร้องทัก "เถ้าแก่ พวกเรามาซื้อปิ่งต้นหอม ยังมีเหลือหรือไม่?"

 

เฉินหยางหันขวับมามอง ก็พบว่าเป็นแม่นางเมื่อวาน กับสาวใช้ของนางนั่นเอง

"เมื่อครู่เพิ่งขายหมดเกลี้ยงไปเอง ทว่าอย่าเพิ่งใจร้อน ประเดี๋ยวข้าจะทำให้พวกท่านใหม่"

สวีเมี่ยวอวิ๋นเอ่ยถามด้วยความใคร่รู้ "เจ้ามายืนทำสิ่งใดอยู่ด้านนอกรึ?"

เฉินหยางตอบกลับ "ข้ากำลังขบคิดเรื่องจะแขวน 'เจาไผ' (ป้ายชื่อร้าน) อยู่น่ะ"

สวีเมี่ยวอวิ๋นชะงักไปเล็กน้อย "......เจาไผรึ?"

 

เฉินหยางถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า นี่คือยุคโบราณ ยังไม่มีคำศัพท์สมัยใหม่อย่างคำว่า 'เจาไผ' ให้เรียกขานกัน

"ข้าหมายถึง... 'เจาห่วง' (ป้ายธงสัญลักษณ์ร้าน) น่ะ"

สวีเมี่ยวอวิ๋นจึงถึงบางอ้อในทันที

เฉินหยางปรายตามองสวีเมี่ยวอวิ๋นแวบหนึ่ง

ไม่รู้เลยว่าภายใต้ผ้าคลุมหน้าบางเบานั้น จะซ่อนใบหน้าเช่นไรเอาไว้

ตกลงแล้วจะเป็นหญิงงามหรือไม่นะ?

 

"จริงสิ แม่นาง ท่านคิดว่าร้านนี้ควรจะตั้งชื่อว่าอะไรดีหรือ?"

Copyright © 2019 spoilsoc.com All rights reserved.