หน้าแรก > ยอดเชฟแห่งต้าหมิง: เปิดฉากมาก็พิชิตแม่นางสวีเมี่ยวอวิ๋น
บทที่ 6 หนี่จูเซิง กลายร่างเป็นยอดนักกิน

spoilsoc.com

spoilsoc.com

spoilsoc.com

spoilsoc.com

spoilsoc.com

spoilsoc.com

spoilsoc.com

spoilsoc.com

*ตั้งค่าถาวร (คลิกตั้งค่าถาวร)

บทที่ 6 หนี่จูเซิง กลายร่างเป็นยอดนักกิน

 

สวีเมี่ยวอวิ๋นรู้สึกจิตใจว้าวุ่นไม่สงบมาตลอดทั้งวัน

มิใช่เพราะเหตุอันใดอื่น แต่เป็นเพราะนางปรารถนาอยากจะลิ้มรสของกินบางอย่างต่างหาก

เรื่องพรรค์นี้หากแพร่งพรายออกไป จะเอาหน้าไปไว้ที่ใด

 

'หนี่จูเซิง' ผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือระบือไกล ถึงกับต้องมานั่งกลัดกลุ้มใจเพียงเพราะของกินคำเดียวเช่นนี้เชียวหรือ

สวีเมี่ยวอวิ๋นเองก็ยังนึกฉงนใจ เหตุใดจึงกลายเป็นเช่นนี้ไปได้? ช่างเกินจริงไปแล้ว ช่างไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย

สวีเมี่ยวอวิ๋นใช่ว่าไม่เคยลิ้มรสของดีมีระดับเสียเมื่อไหร่ แต่เหตุใดจึงไม่อาจลืมเลือนเจ้าสิ่งที่เรียกว่า 'ปิ่งต้นหอมพันชั้น' นั่นได้เลยนะ?

 

หากให้กล่าวตามจริง มันก็อร่อยล้ำเลิศมากจริงๆ นั่นแหละ

สวีเมี่ยวอวิ๋นถึงกับรู้สึกว่า อาหารว่างและเครื่องคาวหวานรสเลิศในวังหลวงที่นางเคยลิ้มลอง เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับปิ่งต้นหอมนั่นแล้ว ล้วนจืดชืดไร้รสชาติไปถนัดตา

 

รสสัมผัสที่กรอบนอกนุ่มใน ละมุนละไมและเข้มข้น ผนวกกับรสชาติที่กลมกล่อมพอเหมาะพอเจาะนั่น ทำเอาสวีเมี่ยวอวิ๋นถึงกับหยุดกินไม่ได้ เพียงแค่คิด น้ำลายก็แทบจะสอทะลักออกมาแล้ว

ในยามนั้นเอง ประตูห้องก็ถูกเปิดออก ดรุณีน้อยนางหนึ่งเดินเข้ามา สวีเมี่ยวอวิ๋นรีบยกมือขึ้นเช็ดริมฝีปาก เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ใดเห็นว่านางกำลังน้ำลายสออยู่จริงๆ

 

ดรุณีน้อยที่เดินเข้ามาก็มีรูปโฉมงดงามหมดจดเช่นกัน อายุน้อยกว่าสวีเมี่ยวอวิ๋นอยู่หลายปี นางคือ 'สวีเมี่ยวจิ่น' น้องสาวร่วมสายโลหิตของสวีเมี่ยวอวิ๋นนั่นเอง

สวีเมี่ยวอวิ๋นถลันตามองน้องสาว "เข้ามาโดยไม่เคาะประตู ช่างไม่รู้จักธรรมเนียมเอาเสียเลย!"

 

สวีเมี่ยวจิ่นแลบลิ้นปลิ้นตา "ท่านพี่ ข้ามาตามท่านไปทานข้าวต่างหาก ขาดเพียงท่านคนเดียวแล้วนะ"

สวีเมี่ยวอวิ๋นขานรับ "อ้อ" คำหนึ่ง ก่อนจะหยัดกายลุกขึ้นแล้วเดินตามสวีเมี่ยวจิ่นออกไป

สวีเมี่ยวจิ่นเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น "ท่านพี่ เมื่อครู่ท่านกำลังคิดสิ่งใดอยู่หรือ? ดูเหม่อลอยเชียว"

 

"ข้าไม่ได้คิดสิ่งใดเลย"

"ไม่ได้คิดสิ่งใดงั้นรึ? ข้าดูแล้วไม่น่าจะใช่นะ อิๆ ท่านพี่ หรือว่าท่านกำลังคิดถึงคุณชายจวนใดอยู่หรือเปล่า?"

"หากเจ้ายังพูดจาเหลวไหลอีก คอยดูเถิดว่าข้าจะหยิกเจ้าหรือไม่!"

สวีเมี่ยวอวิ๋นมีหรือจะกล้าเอ่ยปากบอกว่าตนกำลังนึกถึงของกิน นั่นมันช่างน่าอับอายขายหน้าเกินไปแล้ว

 

ครู่ต่อมา สวีเมี่ยวอวิ๋นก็มานั่งลงที่โต๊ะอาหาร

ผู้ร่วมโต๊ะประกอบด้วยน้องสาวสวีเมี่ยวจิ่น มารดาฮูหยินเซี่ย พี่ชายคนโต 'สวีอวิ่นกง' (หรือก็คือ 'สวีฮุยจู่' ในหน้าประวัติศาสตร์) และยังมีน้องชาย 'สวีเจิงโซ่ว'

บนโต๊ะมีอาหารจัดวางอยู่หลายจาน ทั้งอาหารเจ อาหารคาว และน้ำแกง ล้วนมีครบครัน

 

ทว่าเมื่อได้กลิ่นหอมของอาหาร สวีเมี่ยวอวิ๋นกลับไม่รู้สึกเจริญอาหารเลยแม้แต่น้อย

ฮูหยินเซี่ยเอ่ยปากเรียกให้ทุกคนลงมือ "รีบทานเถิด มิเช่นนั้นเดี๋ยวจะเย็นชืดเสียก่อน"

สวีอวิ่นกงก็กล่าวเสริม "เมี่ยวอวิ๋น วันนี้มีปลาชุ่ยอวี๋นึ่งของโปรดเจ้าด้วยนะ ทานให้มากหน่อยสิ"

 

สวีเมี่ยวอวิ๋นขานรับคำหนึ่ง คีบเนื้อปลาชิ้นหนึ่งส่งเข้าปาก ทว่ากลับรู้สึกว่ารสชาติมันไม่ถูกต้อง

สวีเมี่ยวอวิ๋นโปรดปรานปลาชุ่ยอวี๋นึ่งมากจริงๆ ทว่าวันนี้กลับรู้สึกว่ารสชาตินั้นจืดชืดฝืดคอจนยากจะกลืนลง

หรือว่าอาหารจานนี้จะทำออกมาได้ไม่ดี?

 

ย่อมไม่น่าใช่ พ่อครัวของจวนเว่ยกั๋วกงไม่มีทางทำผิดพลาดพรรค์นี้อย่างแน่นอน

เหล่าคนในครอบครัวเห็นสวีเมี่ยวอวิ๋นมีปฏิกิริยาเช่นนี้ ก็พากันนึกประหลาดใจ

"เมี่ยวอวิ๋น เหตุใดจึงไม่ทานเล่า?"

"ไม่หิวรึ?"

 

"เมื่อครู่ข้าเห็นท่านพี่เหม่อลอยเหมือนกำลังครุ่นคิดสิ่งใดอยู่เลย"

"เมี่ยวอวิ๋น เจ้ากำลังคิดสิ่งใดอยู่กัน?"

สวีเมี่ยวอวิ๋นรีบเอ่ยตอบ "ข้าไม่หิวเจ้าค่ะ พวกท่านทานกันก่อนเถิด"

กล่าวจบ สวีเมี่ยวอวิ๋นก็หยัดกายลุกขึ้นแล้วเดินจากไป

 

เมื่อเดินออกมาด้านนอก สวีเมี่ยวอวิ๋นก็อดคิดไม่ได้ว่า จะปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว

ต้องรีบให้เสี่ยวชุ่ยไปซื้อปิ่งต้นหอมพันชั้นเดี๋ยวนี้!

คิดได้ก็ลงมือทำทันที!

สวีเมี่ยวอวิ๋นกลับมาที่เรือนของตน แล้วเรียกตัวเสี่ยวชุ่ยเข้ามาหา

 

พอเสี่ยวชุ่ยได้ฟัง ดวงตาก็เบิกกว้าง "คุณหนู ท่านยังอยากทานอีกหรือเจ้าคะ?"

สวีเมี่ยวอวิ๋นไม่ยอมอธิบายให้มากความ สั่งการให้เสี่ยวชุ่ยออกไปซื้อทันที

ผ่านไปครึ่งชั่วยาม เสี่ยวชุ่ยก็กลับมา

ทว่าผลลัพธ์กลับทำให้สวีเมี่ยวอวิ๋นต้องผิดหวังอย่างหนัก ปิ่งต้นหอมพันชั้นขายหมดจนเก็บแผงไปเสียแล้ว

เสี่ยวชุ่ยโอดครวญ "คุณหนู การเดินทางรอบนี้ทำเอาข้าเหนื่อยสายตัวแทบขาด ท่านไม่รู้หรอกเจ้าค่ะว่า ตอนที่เขากำลังเก็บแผง ยังมีผู้คนกลุ่มใหญ่ยืนล้อมรอบอยู่เลย"

 

สวีเมี่ยวอวิ๋นนึกแปลกใจ "ปิ่งต้นหอมก็ขายหมดแล้ว พวกเขาจะไปยืนล้อมแผงทำไมกัน?"

เสี่ยวชุ่ยโบกไม้โบกมือ "พวกเขาต้องการให้เถ้าแก่เก็บส่วนของวันพรุ่งนี้ไว้ให้พวกเขาต่างหากเจ้าค่ะ"

สวีเมี่ยวอวิ๋นถึงกับเบิกตากว้าง

ให้ตายเถอะ ขืนเป็นเช่นนี้ต่อไป! แล้วปีไหนชาติไหนนางถึงจะได้ลิ้มรสปิ่งต้นหอมพันชั้นอีกเล่า?

 

ในขณะเดียวกัน ทางฝั่งของเฉินหยางก็เก็บแผงแล้วมุ่งหน้ากลับที่พักดังคาด

วันนี้เป็นอีกหนึ่งวันที่ยุ่งเหยิงวุ่นวาย ทว่าก็เติมเต็มและได้รับผลตอบแทนกลับมาอย่างมหาศาล

วันนี้เขายังคงขายปิ่งต้นหอมพันชั้นได้หนึ่งร้อยห้าสิบแผ่น รับเงินเข้ากระเป๋าไปหนึ่งพันแปดร้อยอีแปะ

นี่มันเกือบจะถึงสองก้วนแล้วนะ

 

เฉินหยางก้าวเข้าสู่ทำเนียบพ่อค้าแผงลอยผู้มีรายได้สูงริมถนนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

แน่นอนว่า เฉินหยางหาได้พอใจเพียงเท่านี้ เขาจำเป็นต้องหาเงินให้ได้มากกว่านี้อีก

ปิ่งเนื้อทอดกรอบยังไม่ได้เริ่มนำออกมาขาย เฉินหยางจึงต้องเตรียมการบางอย่างเสียก่อน

ปิ่งเนื้อทอดกรอบย่อมไม่อาจขายในราคาที่ถูกจนเกินไป

 

เฉินหยางลองไตร่ตรองดู ปิ่งเนื้อชิ้นใหญ่ถึงเพียงนั้น อย่างน้อยก็ต้องขายชิ้นละแปดอีแปะถึงจะคุ้มทุน

แม้จะกล่าวว่าค่อนข้างแพงไปสักหน่อยสำหรับชาวบ้านทั่วไป ทว่าก็ไม่ได้แพงจนเกินงาม ยังพออยู่ในเกณฑ์ที่รับไหว

 

อีกอย่าง ของที่เฉินหยางทำออกมานั้น เรียกว่าเป็นรสชาติที่ล้ำเลิศหาใดเปรียบ ต่อให้ขายแพงกว่านี้ ก็ย่อมมีผู้คนมากมายพร้อมใจกันควักกระเป๋าจ่ายอยู่ดี

เฉินหยางเอ่ยบอกกล่าวเฝิงซื่อผู้เป็นมารดาคำหนึ่ง แล้วก็เดินออกจากบ้านไป

เขาต้องไปที่ร้านขายเนื้อเพื่อจับจ่ายซื้อวัตถุดิบเพิ่มเติมสักหน่อย

หลักๆ ก็คือต้นหอม เนื้อสัตว์ และก็น้ำมันเมล็ดผักกาด

 

ตอนนี้กิจการดีวันดีคืน ปริมาณวัตถุดิบที่ใช้ก็มากตามไปด้วย จึงจำเป็นต้องซื้อหาตุนไว้ให้มากขึ้น

ในจังหวะนั้นเอง เฉินหยางก็เหลือบไปเห็นร้านค้าริมถนนคูหาหนึ่งปิดว่างอยู่ ดูเหมือนว่ากำลังติดป้ายประกาศให้เช่า

 

เฉินหยางใจเต้นตึกตัก หากเช่าร้านรวงเพื่อเปิดกิจการ มันจะไม่สะดวกสบายยิ่งขึ้นหรอกหรือ?

Copyright © 2019 spoilsoc.com All rights reserved.